กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบให้ “รัฐบาล” ต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ภายหลังถูกวิจารณ์ว่าทำงานช้า ไม่จริงจัง หรืออุ้มพวกพ้องหรือไม่  โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่กำลังตกอยู่ในสภาวะตกต่ำจากวิกฤติความเชื่อมั่นครั้งนี้

ฟากฝั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถือว่าทำงานได้ถึงลูกถึงคนและเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการตั้งคณะไต่สวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,014 ราย โดยแบ่งกลุ่มผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจน ทั้งผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.), เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่จัดการสอบ, นายหน้าเรียกรับเงิน ตลอดจนกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนน รวมถึงมีชื่อภรรยาของกรรมการ ป.ป.ช. ปรากฏอยู่ด้วย 

ซึ่ง ป.ป.ช. มุ่งมั่นจะดำเนินการให้จบโดยเร็ว สอดรับกับการทำงานของตำรวจที่เดินหน้าบุกค้นที่พักอดีตผู้บริหารกรม สถ. และออกหมายจับแก๊งนายหน้าในหลายพื้นที่ รวมถึงกระทรวงยุติธรรมที่เล็งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษในฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน

ทางด้าน  “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แสดงท่าทีขึงขังประกาศว่า รัฐบาลมีมติชัดเจนต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด ผู้ที่ทุจริตจะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม ตามสโลแกนส่วนตัว  “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

โดยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่มี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เป็นประธาน เพื่อสืบสวนทุกมิติและรายงานผลทุก 10 วันภายในกรอบ 30 วัน เพื่อปิดช่องโหว่ และจัดการมะเร็งร้ายที่กัดกินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างถอนรากถอนโคน 

พร้อมสนับสนุนการทำงานของ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่เร่งตรวจสอบผู้ได้รับการบรรจุ 15,000 คน จนพบพิรุธคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ 5,000 ราย ก่อนส่งมอบให้ ป.ป.ช. ประกอบสำนวนจัดการต่อ

ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ “อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ” ประธาน กมธ.... และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 66-67  ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อีสานใต้ จนเกิดการลงนามเอ็มโอยู 5 หน่วยงานกับกระทรวงมหาดไทยในยุค “มท.หนู”

ในบทบาทของ  “ประธานกมธ. ... สภาฯ”  ได้ทำงานเชิงรุก โดยวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมาได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ 1.อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 2.ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) 3.อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 4.ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มาร่วมตรวจสอบ เพื่อทำข้อเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการนำคนผิดมาลงโทษ

ซึ่งชั้นนี้พบพิรุธว่า มศว ระบุว่า สถ.มีการแทรกแซงการพิจารณาผลการสอบแข่งขัน ส่วนรายละเอียดข้อมูลไม่สามารถบอก กมธ.ฯ แต่ได้ให้ปากคำในรายละเอียดทั้งหมดแก่ ป.ป.ช.ไปแล้ว โดยการประชุมครั้งหน้าจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงอีก

พรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนว่า หากตรวจสอบพบชื่อผู้ใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะหน่วยงานใด หรือแม้แต่เป็นบุคคลในพรรค จะไม่มีการช่วยเหลือ และต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่จับกุมผู้กระทำผิดระดับล่าง แต่จะสาวไปถึงตัวการใหญ่” นายอาสพลธ์ กล่าว

ท้ายที่สุด ปฏิบัติการล้างบ้านครั้งนี้จะเป็นเพียงการจัดการแค่ตัวละครระดับล่าง หรือ “มวยล้มต้มคนดู” เหมือนที่ผ่านๆมา หรือจะเป็นก้าวสำคัญที่ “นายกฯอนุทิน” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสามารถจับ “ไอ้โม่งตัวใหญ่” มาลงโทษได้จริงเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยให้กลับคืนมา ท่ามกลางสายตาของประชาชนทั้งประเทศที่จับจ้องอยู่ทุกขณะ.