เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ก.ค.69) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ ซอยจามจุรี 13 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ว่ามีพ่อรายหนึ่งก่อเหตุทำร้ายร่างกายลูกชายวัย 7 ขวบ ซึ่งพลเมืองดีสามารถบันทึกคลิปเอาไว้เป็นหลักฐาน โดยจะเห็นว่าผู้เป็นพ่อถอดเสื้ออยู่ภายในบ้าน กำลังใช้มือทุบตีลูกชายที่นอนอยู่มุมห้อง จนลูกต้องร้องขอชีวิต บอกกับพ่อว่า “…อย่าทำ เจ็บ พ่อครับ ผมเจ็บ…” แต่พ่อก็ยังไม่ยอมหยุด มีการกระหน่ำตีซ้ำ ๆ และพูดว่า “ไม่ฟังกู!!!”

ต่อมา “กัน จอมพลัง” พร้อม ตำรวจ สภ.บางแก้ว และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่ไปยังบ้านที่เกิดเหตุ พบว่าสภาพเป็นบ้านเก่า 2 ชั้น มีสุนัขตัวใหญ่สองตัวอยู่ภายในรั้วบ้าน พบข้าวของรวมถึงขยะกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น จนแทบแทบจะไม่เหลือทางเดิน เมื่อเดินทางไปถึงก็ได้มีการเรียกหาพ่อของเด็ก ทราบชื่อ นายไฮ อายุประมาณ 30 ปี เจ้าตัวเดินออกมาพบเจ้าหน้าที่ พร้อมลูกชายวัย 7 ขวบ ทางเจ้าหน้าที่ พม. จึงขออนุญาตแยกลูกออกจากพ่อ เพื่อพูดคุยกับตัวเด็กเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้าน “กัน จอมพลัง” เข้าพูดคุยกับพ่อของเด็ก โดยในช่วงแรกได้สอบถามตรง ๆ ว่า “…เคยใช้ความรุนแรงกับลูกหรือไม่…” นายไฮ ปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ได้ทำร้ายลูก ฝ่าย “กัน จอมพลัง” จึงเปิดคลิปหลักฐานให้ดู แต่ยังไม่เปิดเสียง นายไฮ ยังคงอ้างว่า ภาพที่เห็นคือ กำลังตีสุนัขภายในบ้าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดเสียงประกอบคลิป จนได้ยินเสียงเด็กร้องขอชีวิต ทำให้ นายไฮ หน้าถอดสี ยอมรับแต่โดยดีว่า ลงมือทำร้ายลูกชายจริง และเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน หลังเกิดเหตุได้พาลูกไปพบแพทย์แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ทำร้ายลูกประจำ เคยลงมือ 1-2 ครั้งเท่านั้น สิ่งที่ทำเป็นเรื่องผิดและรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับบ้านหลังนี้ ปัจจุบันถูกยึดแล้ว โดยคดีความมีมาตั้งแต่ก่อนแม่จะเสียชีวิต เนื่องจากบ้านเป็นชื่อของแม่ หลังจากนี้ นายไฮ ตั้งใจจะย้ายไปอยู่กับลูกที่ จ.สมุทรสาคร โดยจะหาห้องเช่าอยู่ใกล้โรงเรียนประจำของลูก เพื่อให้สามารถดูแลลูกได้สะดวกมากขึ้น
ภายหลัง “กัน จอมพลัง” ได้แสดงความเป็นห่วงเด็กพร้อมระบุว่า หากปล่อยให้เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ อาจทำให้เด็กเคยชินกับความสกปรก และมองว่าเป็นเรื่องปกติในอนาคต พร้อมย้ำว่า ไม่อยากให้น้องต้องใช้ชีวิตในสภาพเช่นนี้ เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตเมื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ ด้านพ่อเด็กกล่าวว่า หากได้ย้ายบ้านใหม่ เชื่อว่าสภาพบ้านจะไม่เป็นเช่นเดิมอีก.



