เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 เม.ย. ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) รศ.ดร.สมิตร ส่งพิริยะกิจ ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ นายนพดล ใจซื่อ อุปนายกวิชาการสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงทำความเข้าใจเครื่องหมาย “T” บนเหล็กข้ออ้อย มอก.24-2559 ซึ่งเป็นเหล็กเส้นที่พบว่าใช้สร้างอาคารสตง. นั้น

รศ.ดร.สมิตร กล่าวว่า เนื่องจากในขณะนี้มีหนังสือส่วนราชการเผยแพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย อาจเป็นเหตุให้เกิดความสับสนและอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กวงกว้างได้ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการอย่างถูกต้องและลดความสับสนของสังคมในกรณีการใช้งานเหล็กข้ออ้อยตาม มอก.24-2559 จึงเปิดแถลงเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ชั้นคุณภาพของเหล็กข้ออ้อยตาม มอก.24-2559 มี 3 ชั้นคุณภาพ คือ SD30 , SD40 และ SD50 ส่วนเครื่องหมาย “T” เป็นการบอกวิธีการผลิตเท่านั้น ไม่ได้เป็นสาระสำคัญของชั้นคุณภาพ

อธิบายตามหลักการคือ วิธีการผลิตเหล็กที่มีเครื่องหมาย T เมื่อนำออกจากเตา ขึ้นรูปแล้ว ก็จะเอาละอองน้ำไปพ่นใส่ ทำให้เย็นอย่างเร็ว และนำไปอบอีกที ทำให้ผิวด้านนอกแข็งมากกว่าข้างใน แต่เหล็กที่ไม่มีตัว T พอนำออกจากเตาไม่ได้มีการทำให้เย็น เป็นการปล่อยวางไว้ให้เย็นตัวเอง จากนั้นมีการเพิ่มสารเคมีบางตัวเพื่อเสริมความแข็งแรง จึงทำให้เหล็กตัว T มีราคาถูกกว่าเพราะไม่มีการเพิ่มสารเคมี ซึ่งทุกคนที่ทำงานด้านวิศวกรรับรู้มากว่า 20 ปี และในการประมูลงาน จะต้องมีการสอบถามผู้ว่าจ้างก่อนว่ายินดีให้ใช้เหล็ก T หรือไม่ ส่วนมากจะยินยอม เพราะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของเจ้าของงาน แต่ยังได้คุณสมบัติเหล็กตามคุณภาพที่ต้องการ
รศ.ดร.สมิตร กล่าวต่อไปว่า โดยปกติก่อนที่จะมีการนำเหล็กไปใช้งาน เมื่อเหล็กที่ส่งมาจากโรงงาน เมื่อมาถึงหน้างานก่อสร้างแล้ว จะมีการสุ่มทดสอบมาตรฐานก่อนใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าส่งเหล็กมา 300 เส้นจะมีการสุ่มทดสอบ 3 เส้น 400 เส้นสุ่ม 4 เส้น

ในการทดสอบจะมี 3 อย่าง คือทดสอบแรงเค้น สูงสุดแค่ไหน ทดสอบความยืด และ ทดสอบดัดโค้งว่าจะเกิดการแตกหรือไม่ โดยจะส่งไปตรวจสอบที่สถาบันเหล็กฯ , มหาวิทยาลัยที่มีการสอนในคณะวิศวกรรมโยธา แขวงทางหลวง หรือกรมโยธาธิการที่มีเครื่องทดสอบ ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์จะทราบผล ถ้าไม่ผ่านมาตราฐาน เหล็กทั้งกองจะไม่สามารถใช้ได้ แต่ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบไม่พบเหล็กไม่ผ่านมาตราฐาน แต่เจอเหล็กน้ำหนักเบาปริมาณเยอะขึ้น ซึ่งก็ถือว่าไม่ผ่านมาตราฐานอยู่ดี
“เหล็กที่กำลังสูงจะมีความแข็งมากและจะมีแรงจัดโค้งได้น้อย อย่างเหล็ก SD50 และ SD50T ถ้าต้องมีการดัดโครงเหล็ก วิศวกรจะทราบดีว่าควรใช้เหล็ก SD40 หรือ SD40T มากกว่า ในการทำเหล็กปลอก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเหล็ก T หรือ Non T สามารถใช้งานได้เท่ากัน สามารถใช้ก่อสร้างอาคารสูงได้ และใช้ได้ทุกงานคอนกรีตเสริมเหล็กทุกประเภท เช่นงานก่อสร้างถนน ก่อสร้างสะพาน หรือตึกสูงต่างๆ โดยไม่ต้องออกแบบใดๆเพิ่มเติมแต่ยังคงต้องควบคุมคุณภาพในการก่อสร้างเช่นเดียวกับการใช้เหล็กSD30 , SD40 และ SD50 “
นอกจากนี้ รศ.ดร.สมิตร ยังให้ความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ตึก สตง.แห่งใหม่ถล่มนั้น เชื่อว่าเหล็กไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นปัจจัยด้านไหน

ด้านนายกฤษดา กล่าวถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง หลังมีความสับสนเรื่องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เหล็กตัว T สามารถใช้ในการก่อสร้างได้หรือไม่ ว่า เนื่องจากปัจจุบันมีบางส่วนราชการ มีหนังสือเวียนภายในแนะนำไม่ควรให้ใช้เหล็กที่มีตัว T ในการก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการก่อสร้างได้รับผลกระทบเนื่องจากมีการสต๊อกวัสดุไว้แล้ว เพราะจากการที่มีเหล็กในสต๊อกก็ไม่รู้ว่าจะนำไปขายให้กับใคร เกิดปัญหาสินค้าค้างสต๊อก อีกทั้งหากมีการแนะนำไม่ให้ใช้เหล็กข้ออ้อยตัวT จะทำให้ราคาของเหล็ก Non T พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เหล็กไม่เพียงพอ และขาดตลาด รวมทั้งการทำงานก็จะช้าลงเพราะไม่มีของในสต๊อก.



