กะหล่ำดอก จัดเป็นพืชล้มลุกเพียงปีเดียว ลำต้นอวบกลมตั้งตรงไม่แตกแขนงความสูงของลำต้นประมาณ 50-60 ซม. (โตเต็มที่ออกดอกและสูงได้ประมาณ 90-150 ซม. ระบบรากเป็นแบบแพร่กระจายบนชั้นดินลึกไม่เกิน 30 ซม.แต่ก็มีรากแขนงขนาดใหญ่ที่อาจชอนไชลงไปใต้ดินได้ลึกกว่านี้ บเดี่ยวเรียงเวียนซ้อนกันเป็นกระจุก ประมาณ 15-25 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขอบใบเป็นคลื่นนั้น ใบรอบนอกมีขนาดกว้าง 30-40 ซม.และยาว 0-50 ซม. ส่วนใบด้านในผอมเรียวใบมีขนาดกว้าง 5-20 ซม. ผิวใบเรียบมีชั้นของไขสีขาวห่อหุ้มผิวใบแผ่นใบเป็นสีเทาเขียวแก่จนถึงสีเขียวปนฟ้า เส้นกลางใบและเส้นใบเป็นสีขาว
ดอกกะหล่ำดอก ออกเป็นกระจุกลักษณะคล้ายโดม (ความจริงแล้วส่วนของดอกนี้คือส่วนที่เจริญงอกขึ้นมา) สีขาวถึงสีเหลืองสีเขียว หรือ สีม่วงแล้วแต่สายพันธุ์อัดแน่นกัน ก้านช่อดอกสั้นและฉ่ำน้ำ ช่อดอกอาจมีลักษณะเป็นทรงกลม หรือ แบน โดยจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-40 ซม. กระจุกดอกประกอบไปด้วยช่อดอกหลายช่อ มีกลีบเลี้ยงตั้งตรงสีขาว กลีบดอกเป็นรูปช้อนตั้งตรงสีเขียว กลีบดอกเป็นรูปช้องสีเหลือง หรือ สีขาว มีขนาดกว้างประมาณ 10 ซม. และยาวประมาณ 2.5 ซม. ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน แบ่งเป็นขนาดสั้น 2 อัน และยาว 4 อัน รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบเชื่อมติดกัน มีผนังเทียมกั้นอยู่ตรงกลาง มีต่อมน้ำ 2 อัน อยู่ระหว่างรังไข่ ผลกะหล่ำดอก เป็นผักแตกแบบผักกาด มีขนาดกว้าง 0.5 ซม. และยาว 5-10 ซม. ด้านในฝักมีเมล็ดประมาณ 10-30 เมล็ด มีลักษณะกลมสีน้ำตาล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร
ประโยชน์หลักของกะหล่ำดอก ใช้เป็นผักที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายและมีรสชาติอร่อยกรอบหวาน ใช้ประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ผัด แกง ต้ม ลวก รวมทั้งมีวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กะหล่ำดอกประกอบด้วยไฟเบอร์และน้ำในปริมาณสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันอาการท้องผูก รักษาระบบย่อยอาหารให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ จากการศึกษาพบว่า ใยอาหารของกะหล่ำดอกช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบ และช่วยลดอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายต่างๆ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และโรคอ้วน เป็นต้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ และลดความเครียดจากอนุมูลอิสระจากการศึกษาพบว่า สารประกอบที่มีกำมะถันหรือที่เรียกว่า ซัลโฟราเฟน สามารถช่วยต่อสู้กับมะเร็งประเภทต่างๆ ยับยั้งเอนไซม์ลุกลามของเซลล์มะเร็งได้
ช่วยในเรื่องของความจำ สารโคลีน ที่อยู่ในดอกกะหล่ำ ช่วยบำรุงเยื่อหุ้มเซลล์ให้แข็งแรง ช่วยในการส่งกระแสประสาท ดูดซึมไขมัน ลดการอักเสบเรื้อรัง ป้องกันคอเลสเตอรอลไม่ให้สะสมในตับ ทั้งยังทำให้คุณหลับสบาย กล้ามเนื้อแข็งแรง และทำให้ความจำดีอีกด้วย กะหล่ำดอกเป็นแหล่งของวิตามินเค ที่ทำหน้าที่ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกหัก และโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี ปรับปรุงการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกให้แข็งแรง ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำดอก มีสารประกอบจากพืชที่เรียกว่าอินโดล-3-คาร์บินอล (Indole-3-Carbinol) ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน โดยการควบคุมระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน อันมีคุณสมบัติลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม
เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน ไฟโตนิวเทรียนท์ วิตามินซี และกำมะถันในผักตระกูลกะหล่ำอย่าง กะหล่ำดอก ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เสริมสุขภาพของลำไส้ ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากการอักเสบ กะหล่ำดอกช่วยให้สุขภาพลำไส้ของคุณแข็งแรง และลดโอกาสเกิดโรคลำไส้อักเสบ เช่น อาการลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผล ซึ่งส่งผลต่อเยื่อบุชั้นในของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (อาการลำไส้ใหญ่บวมเป็นแผลเป็นอาการซึ่งรักษาไม่หาย) ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันคือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงๆ อ กะหล่ำดอกเป็นแหล่งใยอาหารที่ดี นอกจากนั้นยังมีโฟเลต วิตามินซี โพแทสเซียม วิตามินเอ ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีนประมาณ 4% อีกด้วย
กะหล่ำดอกมีสารพิวรีนซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าท์อยู่ในระดับปานกลาง จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกะหล่ำดอก ในปริมาณมากเพราะอาจเกิดแก๊สในกระเพาะได้มากขึ้นผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับโรคต่อมไทรอยด์ ไม่ควรบริโภคกะหล่ำดอกปริมาณมากเพราะอาจทำให้ต่อมไทรอยด์ไม่ดูดซึมไอโอดีน ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่างๆ ให้กับร่างกายควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบดิบๆ เพราะกะหล่ำดอกมีน้ำตาลชนิดหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เพราะจะไม่สามารถย่อยน้ำตาลชนิดนี้ได้ จึงจะส่งผลทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง



