ภาคธุรกิจใหญ่ต่างปรับตัวเข้าสู่การเงินสีเขียว จากแรงกดดันกฎกติกาการค้าโลกแล้ว แต่ภาคที่ยังน่าเป็นห่วงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่ผลสำรวจออกมายังพบว่า ยังเข้าไม่ถึงการเงินสีเขียวเท่าไรนัก  สิ่งสำคัญทุกภาคส่วนจึงควรเร่งเอสเอ็มอีให้ใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการรองรับการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วย 17 ตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาสู่ความยั่งยืน Sustainable Development Goals; SDGs หรือ สิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) หรือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) 

ทั้งนี้ทุกประเทศต่างเร่งผลักดัน “แหล่งทุนทางการเงินเพื่อความยั่งยืน” เช่น ประเทศจีน ตราสารหนี้สีเขียวที่รัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีนเสนอขายตราสารหนี้ “ตราสารหนี้ความเป็นกลางทางคาร์บอน” มุ่งระดมทุนโครงการที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยธนาคารประชาชนจีน

นอกจากนั้นยังมีนโยบายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน แผนที่ 14 และแผนปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) มีแผนอุตสาหกรรมสีเขียว 4 เสาหลักที่มี โดยเสาหลักหนึ่งในสี่ คือ การเข้าถึงทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว TCTF และมีแผนปฏิบัติการสีเขียวสำหรับเอสเอ็มอี  ประเทศเกาหลีใต้ ขับเคลื่อนนโยบายเอสเอ็มอีสำหรับมาตรการ CBAM และแผน ESG for SMEs ที่มาพร้อมกับหน่วยงานที่ปรึกษา การประเมิน วัดผล และตอบสนองความต้องการเปลี่ยนผ่านทางการเงิน Climate Finance กองทุน Net Zero Funds  ทักษะเอสเอ็มอี แรงงาน

และการเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมด้วยการวิจัยและพัฒนาเพื่อปลอดคาร์บอน เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีทิศทางการปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายต่างๆ อาทิ (ร่าง) พระราชบัญญัติ “โลกร้อน” มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 64-73 มาตรการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการภาคเอกชน เป็นต้น

“แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า จากการสำรวจของ สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า การประเมินความพร้อมและแผนการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีแนวคิดการให้ความสำคัญกับ ESG เพื่อการมุ่งเป้าขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีแผนการปรับตัว 4.4% กลุ่มที่อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ESG เพิ่มเติม 30.7% กลุ่มที่ไม่มีแผนการปรับตัวเพราะขาดความพร้อม 13% และกลุ่มไม่มีแผนปรับตัวเพราะไม่ได้รับผลกระทบ 51.9% ขณะที่ขนาดของธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีแผนการปรับตัว ESG พบว่า ขนาดกลางมากที่สุด 8.2% รายย่อย  4.3% และรายเล็ก 4.2%

หากประเมินตามภาคธุรกิจที่มีแผนการปรับตัว ESG พบว่า โดยส่วนใหญ่เป็นภาคการผลิต 7.1% รองลงมาเป็นภาคธุรกิจการเกษตร 6.9% ภาคการค้า 4.5% และภาคการบริการ 2.3% ตามลำดับ หากพิจารณาความต้องการของเอสเอ็มอีที่มีแผนปรับตัวในการให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน พบว่า การให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่อง ESG 20.8% มาเป็นลำดับแรก และตามมาด้วยการสนับสนุนทางการเงิน 13.3%

ส่งเสริมพัฒนาทักษะแรงงาน 11.7% การเข้าถึงการรับรองมาตรฐาน 11.2% และโครงการสินเชื่อพิเศษ 10.7% ซึ่งแผนการปรับตัวของเอสเอ็มอีตามแนวคิด ESG เพื่อความยั่งยืน อาทิ การซื้อสินค้าและบริการที่ไม่ก่อมลพิษและลดขยะ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

“ความยั่งยืนของเอสเอ็มอี” การเข้าถึง “มาตรการทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน เพราะงบประมาณมี มาตรการดี แต่เอสเอ็มอีที่เข้าถึงได้ต่ำเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายกลยุทธ์วิธีปฏิบัติที่สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของมาตรการ  สิ่งสำคัญ คือ “ความตระหนักรู้คุณค่าของความยั่งยืน” ที่จะจุดประกายให้นำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถ มีภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการรองรับความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งธรรมาภิบาลของภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและแรงงาน “การสร้างระบบนิเวศความยั่งยืน” ให้เอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการพัฒนาด้วยต้นทุนต่ำทั้งด้านคุณภาพ การรับรองมาตรฐาน การใช้เครื่องมือดิจิทัลเทคโนโลยี AI การเข้าถึงความสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่เศรษฐกิจเพิ่มมูลค่า

การส่งเสริมตลาดสมัยใหม่ที่เน้นการสร้างคุณค่ารวมทั้งต้องทำให้กลไกระบบนิเวศเศรษฐกิจยั่งยืนมีความชัดเจนส่งเสริม จูงใจให้เกิดความพร้อมเปลี่ยนแปลงของเอสเอ็มอีที่ยังมีความท้าทาย ตอบโจทย์ช่องว่างให้ตรงความต้องการเอสเอ็มอี อีกทั้งปัจจัยความท้าทายต่อการสร้างค่านิยม “เป็นธรรม” และ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ด้วยการขจัดเศรษฐกิจนอกระบบ การทุจริต คอร์รัปชัน ขาดจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบก่อเกิด “รวยกระจุก ยากจนกระจาย มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ความคาดหวังของเอสเอ็มอีที่จะได้รับการปกป้อง “เติมเต็มห่วงโซ่คุณค่าให้ประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจยั่งยืนของโลก” แสงชัย ย้ำ.