ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่มั่นคงด้านพลังงานระดับโลก ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกแผงโซลาร์เซลล์รายสำคัญของโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศมาตรการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จาก 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปกป้องผู้ผลิตในประเทศจากการนำเข้าสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลจีน

มาตรการดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2566 ไทยส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และในไตรมาส 3 ของปี 2567 ไทยยังเป็นผู้ส่งออกอันดับสองรองจากมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆ ของไทยในอุตสาหกรรมนี้ การเรียกเก็บภาษีสูงถึง 375% กับบริษัท Trina Solar ที่มีฐานการผลิตในไทย จึงถือเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจสั่นคลอนรายได้มหาศาลจากการส่งออก และส่งผลต่อแรงงานจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน

ชนวนเหตุของการตั้งกำแพงภาษีในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากข้อกล่าวหาของบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐฯ เช่น Hanwha Qcells และ First Solar ที่ระบุว่าบริษัทจีนใช้ประเทศที่สามเป็นฐานการผลิตแผงโซลาร์ราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและบิดเบือนกลไกตลาดอย่างไม่เป็นธรรม แม้เจตนารมณ์ของมาตรการนี้จะเน้นไปที่การปกป้องอุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ ทว่า สมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ เอง กลับเตือนว่าอาจส่งผลเสียต่อต้นทุนและราคาพลังงานสะอาดในประเทศ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยไม่ควรมองปัญหาแค่ในมิติว่าจะต้องรับมือเพียงอย่างเดียว แต่ควรถือโอกาสนี้ในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและการผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง แม้ปัจจุบันสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ในระบบผลิตไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ 3.63% (ข้อมูลสิ้นปี 2567 จาก สนพ.) แต่ด้วยศักยภาพของแสงอาทิตย์ในภูมิภาคที่สูง รวมถึงแนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และควบคุมราคาพลังงานหมุนเวียนไม่ให้ถีบตัวสูงจนอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065

นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย และจีน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันราว 20% ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ควรดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าคาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2565–2568 ตลาดแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 22% ต่อปี และจะมีมูลค่าประมาณ 67,268 ล้านบาทในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นและการใช้ชีวิตแบบ Work From Home ที่ทำให้ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาสถานะของไทยในตลาดโลกแล้ว ไทยคือผู้ส่งออกแผงโซลาร์เซลล์อันดับ 4 ของโลก โดยในปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 159,592 ล้านบาท และ 75% ของการส่งออกดังกล่าวมาจากตลาดสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงมาตรการต่างๆ จากสหรัฐฯ จึงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ที่นอกจากต้องปรับตัวให้รวดเร็วแล้ว ยังต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาว ทั้งในแง่ของการสร้างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่เข้มแข็งภายในประเทศ และการขยายบทบาทในตลาดโลกอย่างมีเสถียรภาพ หากประเทศไทยสามารถเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานโซลาร์เซลล์ได้สำเร็จ วิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคในอนาคต