ไทยถือเป็นหนึ่งประเทศที่มี “แฟนด้อม” หรือ “แฟนคลับ” ของศิลปินดารานักร้องไม่น้อยหน้าชาติอื่นๆ เห็นได้จากศิลปินไอดอลระดับโลก ไม่พลาดที่จะเลือกประเทศไทย เป็นหนึ่งใน “จุดหมายปลายทาง” ในการเดินทางมาเยือนหรือทำกิจกรรมร่วมกับแฟนๆ
วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพามารู้จักแพลตฟอร์มน้องใหม่ที่เกี่ยวกับ “Merch” หรือ “สินค้าของเหล่าศิลปิน” ที่ได้เลือกประเทศไทย เป็นที่แรกในการเปิดตัว ซึ่งก็คือ แอปพลิเคชัน “Trinket” แพลตฟอร์มที่รวมสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟของศิลปินที่มีฐานแฟนคลับ ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ซื้อแต่ละคน

“แมทธิว บาดาลุคโค” ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Trinket บอกถึงที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์ม ว่า ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ที่วอลสตรีท สหรัฐอเมริกา โดนเฉพาะเรื่อง กองทุนวีซี ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพมาก่อน ก่อนที่จะมาทำโปรเจกต์นี้ เมื่อประมาณ 2 ปีครึ่ง จนปัจจุบันได้พัฒนาแอปเสร็จแล้ว ทั้งในระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ เมื่อปลายปี 67 ที่ผ่านมา และเลือกประเทศไทยเป็นที่แรกในการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ (ซอฟต์ลอนช์) ส่วนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วางแผนไว้ในเดือน มิ.ย. นี้
สำหรับเหตุผลที่เลือกประเทศไทยเป็นที่แรกนั้น ทาง “แมทธิว บาดาลุคโค” บอกว่า ประเทศไทยเหมือนบ้านหลังที่สองของตน มีความพิเศษ และมีวัฒธรรมแฟนคลับและไอดอลที่เฟื่องฟู เอื้อต่อธุรกิจ ขณะที่คนไทยก็มีพฤติกรรม เป็นผู้บริโภคดิจิทัลที่แข็งแกร่ง โดยคนไทยกว่า 68% ใช้โซเซียลมีเดีย และจำนวนนี้กว่า 40% ซื้อของผ่านอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ ตลาดสินค้าที่ระลึกของศิลปิน ก็เป็นตลาดใหญ่ มีมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาท ในปี 67 ที่ผ่านมา และเติบโต 30% ต่อปี
โดยแนวคิดของแอปพิลเคชัน “Trinket” นั้น มาจากต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะเป็นเครื่องมือให้ศิลปินที่มีฐานแฟนคลับ สามารถสร้างรายได้ ภายใต้แนวคิดที่ไม่ใช่แค่การขาย “Merch หรือ Merchandise” ในแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่เป็นการเปลี่ยนสู่การส่งมอบของสะสม Hyper-Personalized Merch แบบเฉพาะบุคคล ที่มีความพิเศษ โดยสามารถเปลี่ยนสินค้าทั่วไปของเหล่าศิลปิน ให้กลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าสูง และสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน

ความพิเศษของแพลตฟอร์ม คือ สินค้าทุกชิ้น ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม Trinket จะเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นพิเศษ เพราะมีจำนวนจำกัดและจำกัดเวลาในการจำหน่ายไม่เกิน 2 ชั่วโมง หากสินค้าในลอตนั้นถูกซื้อหมดหรือหมดเวลาการสั่งซื้อ สินค้าลอตนั้นก็จะหยุดการจำหน่ายลงทันที และที่สำคัญคือ สินค้าทั้งหมดจะไม่มีการผลิตซ้ำ
นอกจากความเอ็กซ์คลูซีฟแล้ว Trinket ยังมุ่งเน้นด้าน Hyper-Personalization โดยสินค้าทุกชิ้นจะถูกผลิตขึ้นสำหรับผู้ซื้อแต่ละรายโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือสินค้าแต่ละชิ้นจะประกอบด้วยข้อมูลเฉพาะบุคคลอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองการเป็นเจ้าของแบบดิจิทัล (Digital Ownership Certificate), รหัส QR code ที่เชื่อมโยงไปยังใบรับรองดังกล่าว, หมายเลขประจำสินค้าที่ไม่ซ้ำกัน ไปจนถึงวันที่และเวลาที่ทำการสั่งซื้อแบบเฉพาะเจาะจง เมื่อสแกน QR code บนสินค้า Trinket จะแสดงใบรับรองความเป็นเจ้าของของสินค้าชิ้นนั้นทันที ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นเป็นของแท้ แต่ยังแสดงความเป็นเจ้าของของผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำด้วยระบบดิจิทัลอีกด้วย
“แมทธิว บาดาลุคโค” ยังบอกอีกว่า ฟีเจอร์ของ Trinket มีจุดเด่นที่มากกว่าการขายสินค้าที่ระลึก โดยวีธีการขาย จะมีรูปแบบ คือ Blind Box Drop แฟนคลับจะไม่รู้ว่าจะได้อะไรจนกว่าจะสั่งซื้อ เรียกว่าอะไรก็สามารถอยู่ในกล่องได้ ให้แฟนคลับได้ลุ้นกัน และอีกวีธีคือ Clear Box Drop แฟนคลับจะรู้แน่ชัดว่า สินค้าคืออะไร ได้เห็นทุกอย่างที่อยู่ข้างใน
ขณะที่แฟนคลับที่พลาดสินค้าชิ้นนั้น แพลตฟอร์มก็ยังมี Vintage Shop คือ ตลาดซื้อขาย Trinket ที่สามารถนำสินค้ามาปล่อย ขายต่อให้กับคนที่สนใจหรืออยากสะสมได้ ขณะที่ศิลปินจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ 5% และสินค้านั้นๆ ก็สามารถตรวจสอบและระบุการเปลี่ยนมือได้ เพราะจะมีการออกใบรับรองความเป็นเจ้าของให้ด้วย ซึ่งการชำระเงินต้องผ่านระบบของแพลตฟอร์มทั้งหมด ซึ่งก็รองรับการชำระเงินที่หลากหลาย
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังเน้นการสร้างประสบการณ์ที่จับต้องได้ระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ เช่น การมีฟีเจอร์ที่มีการวิดีโอคอลส่วนตัวกับศิลปิน ไลฟ์ลับเฉพาะกลุ่ม และอีเวนต์เชิญเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญ หรือแฟนคลับที่มียอดซื้อสูงในอันดับต้นๆ สิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์พฤติกรรมของแฟนด้อมยุค Gen Z ที่ต้องการสร้างความผูกพันส่วนตัว และการยอมรับในกลุ่มสังคม ตลอดจนการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและทรงพลังยิ่งขึ้นระหว่างแฟนกับศิลปิน

ขณะเดียวกัน ยังมีเครื่องมือบริหารแฟนคลับขั้นสูง ศิลปินสามารถกำหนดระดับการเข้าถึงแบบ Tiered Access เพื่อให้รางวัลแก่แฟนคลับระดับ Superfan พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้แฟนคลับทั่วไป ยกระดับการมีส่วนร่วม ถือเป็นแนวทางในการสร้างความภักดีและคุณค่าในระยะยาว
ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Trinket บอกต่อว่า หลังจากได้ ซอฟต์ลอนช์ แพลตฟอร์ม ไปแล้ว ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยได้ เริ่มมีการขายสินค้าของมิสยูนิเวิร์ส เป็นภาพโปสต์การ์ดและสายสะพาย ซึ่งคาดว่าจะทำเงินได้หลักหมื่นบาท แต่พอนำมาขายจริง สามารถทำเงินได้ถึง 5 หมื่นบาท และคาดการณ์เบื้องต้น แต่ละลอตของสินค้าจะสามารถสร้างรายได้สูงกว่าการขาย Merch แบบดั้งเดิมถึง 200-900% โดยปัจจุบันได้มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 1 หมื่นดาวน์โหลด และปัจจุบันมีสินค้าขายอยู่ประมาณ 14 ประเภท อาทิ รูปภาพ เคสโทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งในส่วนของสินค้านั้น สามารถให้แพลตฟอร์มจัดหา หรือทางศิลปินเป็นฝ่ายจัดหาเองก็ได้ โดยหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย. นี้ คาดว่าจะมียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นเป็น 2-5 หมื่นดาวน์โหลด

“ที่ผ่านมา ได้เปิดรับศิลปินที่มีฐานแฟนคลับแล้ว โดยเกณฑ์การคัดเลือกจะดูจากฐานแฟนคลับว่ามีจำนวนเท่าไร โซเซียลมีเดียมีฐานผู้ติดตามเท่าไหร่ แต่จะเน้นคุณภาพของแผนคลับมากกว่าปริมาณ ซึ่งที่ผ่านมาได้คุยกับทางศิลปินที่มีต้นสังกัดและไม่มีสังกัดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายตลาดไปยัง อินโดนีเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย กำลังคุยกับศิลปินที่มีฐานผู้ติดตามมากกว่า 30 ล้านคนอยู่ด้วย”
และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถขยายตลาดไปยัง อินโดนีเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นด้วย และภายใน 1 ปีข้างหน้าหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะขยายตลาดไปให้ทั่วภูมิภาคอาเซียนต่อไป.
Cyber Daily



