นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า  ปัจจุบันไทยมีการขาดดุลงบประมาณแผ่นดินคิดเป็น 45% ต่อจีดีพี ทำให้ต้องลดรายจ่ายประจำลง และเพิ่มรายได้จากโครงสร้างภาษี 17% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันบางปีเก็บแค่ 13.8% ของฐานภาษี และบางอย่างไม่ได้เก็บภาษีเลย ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยในตอนนี้ไม่สอดคล้องกับรายได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงจะต้องปรับขยายฐานภาษี  ปฏิรูปการเก็บภาษี และหาโครงการใหม่เพื่อสร้างรายได้เพิ่มการจับจ่ายใช้สอย เพื่อนำเงินภาษีไปพัฒนาระบบต่างๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ

ขณะที่ภาคการเกษตรมองว่าควรลดพื้นที่ปลูกข้าว 15 ล้านไร่ เปลี่ยนเกษตรกร 20 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำ ไปปลูกพืชอื่นที่สามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น นำนวัตกรรมมาบริหารจัดการเกษตรครบวงจร ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ ในเรื่องการให้สิทธิ์การเช่าแก่คนต่างชาติ 99 ปี มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ในการดึงนักลงทุนต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้ตัวเลขส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 3 เดือนแรกปี 2568 เติบโต 4 แสนล้านบาท คิดเป็น 92%

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินในภาคในประเทศ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาธนาคารพาณิชย์  สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และ  Non-Bank เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน เนื่องจากหากภาคประชาชนสามารถเคลียร์หนี้ได้เร็วขึ้น จะส่งผลดีต่อการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่านโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในอัตราที่ 36% ยังไม่ใช่กำแพงภาษีที่เป็นข้อสรุปสุดท้าย ซึ่งต้องรอการเจรจาก่อน  สำหรับโจทย์การเจรจาสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งไว้คือ เรื่องของการขาดดุลทางการค้า โดยประเทศไทยต้องเตรียมการเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้น

“ไทยอยู่ระหว่างตั้งหลักว่าจะนำเข้าสิ่งที่ไทยยังขาดแคลนอย่างสินค้าเกษตร   เช่น  ข้าวโพด ซึ่งต้องซื้อในราคาที่ยอมรับได้และมีคุณภาพ เพื่อสร้างสมดุลการค้า ลดแรงกดดันจากดุลการค้าเกิน ขณะที่ไทยเองมีความสามารถในการแปรรูป ซึ่งขณะนี้ใช้กำลังการผลิตด้านอาหารเพียง 60-70% เท่านั้น หากนำเข้าวัตถุดิบที่เหมาะสมได้ จะช่วยกระตุ้นการผลิตและส่งออก”