นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายการช่างกล โรงงานมักกะสัน รฟท. ได้ดำเนินการปรับขนาดความกว้างของฐานเพลาล้อขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศรุ่น Kiha 40 จำนวน 11 คันและ Kiha 48 จำนวน 9 คัน รวม 20 คัน จากขนาด 1.067 เมตร (มาตรฐานญี่ปุ่น)  เป็น 1 เมตร (มาตรฐานไทย) เสร็จเรียบร้อยทั้ง 20 คัน รวม 160 ล้อแล้ว คาดว่าในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2568 จะสามารถขนส่งโบกี้กลับไปให้บริษัท กรีน เจนเนอเรชั่น เวิลด์ไวด์ จำกัด (GGW) ผู้รับจ้างขนย้ายขบวนรถไฟฯ จากประเทศญี่ปุ่น มายังประเทศไทย นำไปประกอบเข้ากับตัวรถที่สถานีรถไฟแหลมฉบังได้

นายวีริศ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการประกอบโบกี้เข้ากับตัวรถจะใช้เวลาไม่นาน เมื่อแล้วเสร็จผู้รับจ้างจะส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้ รฟท. เพื่อนำขบวนรถไปปรับปรุงต่อไป โดยจะนำขบวนรถทั้งหมด 20 คัน กลับมายังโรงงานมักกะสันทางรางรถไฟ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบระบบต่างๆ อาทิ ระบบส่วนล่าง ระบบส่งกำลัง ระบบห้ามล้อ รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ จากนั้นประมาณปลายเดือน มิ.ย. 68 จะนำรถไปวิ่งทดสอบระบบต่างๆ เพื่อตรวจสอบทางด้านวิศวกรรม เช่น อัตราเร่ง ระยะห้ามล้อ การสั่นสะเทือนทางกล และระบบเครื่องปรับอากาศ

เมื่อทดสอบเสร็จแล้วจึงจะนำกลับมาปรับปรุงสีภายนอกใหม่ เนื่องจากครบวาระที่ทำมาจากญี่ปุ่นแล้ว ปกติจะทาสีใหม่ทุก 6 ปี ส่วนจะใช้สีเดิมหรือสีใหม่ อยู่ระหว่างพิจารณา แต่อยากให้มีสีที่เป็นอัตลักษณ์ของ รฟท. ด้วย อาทิ สีแดงเลือดหมู ขาว และเหลือง เป็นต้น นอกจากนี้ต้องปรับปรุงห้องสุขาใหม่ให้เป็นโถนั่งจากเดิมเป็นแบบนั่งยอง ทั้งนี้ รฟท. มีแผนปรับปรุงขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศรุ่น Kiha 40 และ Kiha 48 แล้วเสร็จภายในปี 2568 ประมาณ 6 คัน โดยช่วงปลายปี 2568 จะนำขบวนรถไฟดีเซลรางปรับอากาศรุ่นดังกล่าว มาให้บริการเป็นขบวนรถโดยสารดีเซลรางชานเมือง (Feeder) เส้นทางกรุงเทพ-อยุธยา กรุงเทพ-นครปฐม และกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา ส่วนค่าโดยสารยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพิจารณาเรื่องค่าปรับเอกชนที่ส่งมอบงานล่าช้าอย่างไรบ้าง นายวีริศ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจรับอยู่ระหว่างการเตรียมประชุมเรื่องดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอให้กระบวนการตรวจรับแล้วเสร็จก่อน โดยกรณีค่าปรับจะคิดอัตราตามสัญญาจ้างที่ทำไว้กับบริษัท กรีน เจนเนอเรชั่นฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับรถดีเซลราง Kiha 40 และ Kiha 48 ทาง JR East ปลดระวางเมื่อต้นปี 66 รถยังมีสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน ไม่โทรมมากเหมือนกับ Kiha 183 ที่ต้องนำมาปรับปรุงค่อนข้างมาก โดยรถดีเซลราง Kiha 40 และ Kiha 48 มีอายุการใช้งานมาแล้วประมาณ 40 ปี ใช้งานได้อีก 10-15 ปี หากซ่อมบำรุงครบตามวาระ ทั้งนี้รถดีเซลราง Kiha 40 มี 68 ที่นั่ง และ Kiha 48 มี 82 ที่นั่งไม่รวมผู้โดยสารยืน แต่ละที่นั่งเป็นเบาะหลังตรง ไม่สามารถปรับเอนได้เหมือน Kiha 183 เป็นเหมือนรถไฟชั้น 3 โดยที่นั่งบนรถ Kiha 40 และ Kiha 48 มีทั้งแบบนั่งตรงข้ามกัน และแบบม้านั่งยาว ส่วนห้องสุขาเป็นระบบปิด (ไม่ปล่อยลงพื้น) สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.