นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คลังจะเสนอให้ทบทวนแผนจัดทำงบประมาณปี 69 อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภา เพื่อพิจารณาหาแหล่งเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ด้านบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ เพื่อชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายภาษีสหรัฐ ที่มีต่อการค้า การส่งออกของไทย ขณะที่โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น ยังอยู่ในแนวคิดของรัฐบาลที่จะลงทุน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศด้วย

“ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกรวมถึงการส่งออกไม่ดี เราจะมีการเร่งเครื่องเศรษฐกิจในประเทศขึ้นมาชดเชย โดยเฉพาะโครงการเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่มีการใช้เงินขนาดใหญ่ กระจายลงทุนทั้งโครงการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ใช้เวลาลงทุน 2-3 ปี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะกลับมาอีกครั้งในอนาคต นอกจากนี้ คลังจะดูงบประมาณในแต่ละส่วน รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่อาจมีการทบทวน ซึ่งจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป“

สำหรับจีดีพีไตรมาส 1 ปีนี้ เชื่อว่าจะเกิน 2.5% และอาจใกล้เคียง 3% อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะเน้นการทบทวนงบประมาณที่มีอยู่ และหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนภาคเอกชน ยังคาดว่าจะเติบโตได้ดี เห็นได้จากยอดบีโอไอที่มีกว่า 1.1 ล้านล้านบาท

นายพิชัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกจะตกอยู่ในหลุมอากาศชั่วคราว 6 เดือน ผลจากนโยบายการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐ ซึ่งยังต้องประเมินต่อไปในระยะข้างหน้า ซึ่งไทยก็มีการเจรจาแก้ไข หาจุดสมดุลให้มากที่สุด โดยไทยจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็จะต้องส่งออกไปให้มากขึ้นด้วย เช่น ซื้อสินค้าเกษตรข้าวโพด และปลา เพื่อนำเข้ามาแปรรูป รวมถึงต้องการสินค้าพลังงานจากสหรัฐด้วย

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 คาดจะขยายตัวที่ 2.1% ลดลงจากก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าจะขยายตัว 3% โดยสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดจะขยายตัว 2.3% ต่อปี ลดจากเดิมที่คาด 4.4%  

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 68 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ต่อปี ส่วนภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาน้อยลงเหลือ 36.5 ล้านคน ขยายตัว 2.7% ต่อปี การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.4% ต่อปี สำหรับการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2% ต่อปี ตลอดจนการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3-4