ในชีวิตประจำวัน เรามักสังเกตว่าบางคนดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยก็ต้องรีบเข้าห้องน้ำ ในขณะที่บางคนกลับสามารถกลั้นปัสสาวะได้เป็นเวลานานจนน่าสงสัย พฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามว่า การกลั้นปัสสาวะนานๆ เป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะแข็งแรงกว่าหรือไม่ หรือการเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ?

เรามาทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของ “กระเพาะปัสสาวะ” กันก่อน โดยทั่วไปแล้ว กระเพาะปัสสาวะของผู้ใหญ่สามารถบรรจุปัสสาวะได้ประมาณ 300-500 มิลลิลิตร แต่ความจุนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลอย่างมาก

ความยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน: กระเพาะปัสสาวะมีความยืดหยุ่นคล้ายลูกโป่ง หากกระเพาะปัสสาวะมีความยืดหยุ่นสูง เมื่อมีปัสสาวะบรรจุอยู่จะขยายตัวได้ง่าย แรงดันภายในจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แม้จะมีปัสสาวะมากก็ไม่รู้สึกอึดอัด หรือปวดปัสสาวะมากนัก ในทางตรงกันข้าม หากกระเพาะปัสสาวะมีความยืดหยุ่นต่ำ เปรียบเสมือนขวดพลาสติกแข็ง เพียงมีปัสสาวะเล็กน้อยก็จะรู้สึกตึงและแรงดันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย หรืออาจเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดได้

ความแตกต่างระหว่างเพศ: ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าผู้ชาย (เฉลี่ย 4 เซนติเมตร เทียบกับ 20 เซนติเมตร) ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเกิดภาวะปัสสาวะบ่อยจากการติดเชื้อ หรือการกดทับของมดลูกขณะตั้งครรภ์ได้ง่ายกว่า

นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของกระเพาะปัสสาวะยังสามารถฝึกฝนได้ เช่น นักกีฬาที่ฝึกการปัสสาวะเป็นเวลา และค่อยๆ ยืดระยะเวลาการปัสสาวะออกไป จะสามารถเพิ่มเวลาปัสสาวะต่อครั้งได้ เปรียบเสมือนการขยาย “แก้วน้ำ” ให้กลายเป็น “กาต้มน้ำ” อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกต่างออกไป เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะถูกขับออกทางปัสสาวะ และดึงน้ำจำนวนมากออกมาด้วย ทำให้ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 3,000-6,000 มิลลิลิตรต่อวัน การขยายตัวของกระเพาะปัสสาวะในกรณีนี้ไม่ได้เกิดจากความยืดหยุ่นที่ดี แต่เป็นผลมาจากการที่ร่างกายถูกบังคับให้เข้าสู่ “โหมดระบายน้ำ”

โดยปกติแล้ว ปริมาณปัสสาวะเฉลี่ยต่อวันของคนทั่วไปอยู่ที่ 1,000-2,500 มิลลิลิตร ปริมาณปัสสาวะต่อครั้งอยู่ที่ 200-400 มิลลิลิตร และระยะห่างของการปัสสาวะในเวลากลางวันอยู่ที่ 2-4 ชั่วโมง ส่วนจำนวนครั้งของการปัสสาวะในเวลากลางคืนอยู่ที่ 0-1 ครั้ง

แต่ปริมาณและความถี่ในการปัสสาวะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ลักษณะการเผาผลาญน้ำของร่างกายแต่ละคน ปริมาณการดื่มน้ำ ขนาดของกระเพาะปัสสาวะ และการควบคุมของฮอร์โมนในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ชอบดื่มน้ำมาก หรือดื่มกาแฟและชาเป็นประจำ จะมีการดูดซึมและขับถ่ายน้ำออกทางปัสสาวะเร็ว ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย อาจจะทุกชั่วโมง ขณะที่ผู้ที่มีกระเพาะปัสสาวะขนาดใหญ่ จะสามารถกักเก็บปัสสาวะได้มากกว่า ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำบ่อยนัก

ในขณะเดียวกัน ภาวะขาดน้ำก็อาจทำให้ความถี่และปริมาณปัสสาวะลดลงได้ เมื่อร่างกายมีน้ำไม่เพียงพอ การสร้างปัสสาวะจะลดลง ส่งผลให้จำนวนครั้งและปริมาณปัสสาวะลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักมาพร้อมกับอาการกระหายน้ำและผิวแห้ง

ด้านผู้ที่มีการเผาผลาญพลังงานสูง จะมีการขับเหงื่อมาก ฝั่งผู้ที่นั่งอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่ จะขับน้ำออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะมากกว่า ทั้งนี้ อุณหภูมิภายนอกก็มีผลเช่นกัน ในสภาพอากาศเย็น หลอดเลือดจะหดตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังไตเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ร่างกายจะขับเหงื่อออกมามาก ทำให้ปริมาณปัสสาวะลดลง

ยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดและความวิตกกังวลเรื้อรัง ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน นอกจากนี้ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และความผิดปกติของตับ ก็เป็นสาเหตุที่อาจส่งผลต่อการปัสสาวะได้

ปัสสาวะมากหรือน้อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรค

หากความถี่ในการปัสสาวะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแต่ละครั้งมีปริมาณปัสสาวะไม่มาก นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังส่งมาเตือนเรา

โรคระบบทางเดินปัสสาวะ: หากปัสสาวะบ่อยอย่างกะทันหัน อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การอักเสบจะทำให้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะไวต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ แม้จะมีปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการปวดปัสสาวะ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และปัสสาวะแสบขัด

นอกจากนี้ ภาวะต่อมลูกหมากโตก็อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน การขยายตัวของต่อมลูกหมากจะกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวก กระเพาะปัสสาวะจึงต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อขับปัสสาวะออกมา ทำให้เกิดปัสสาวะบ่อย

หากปัสสาวะบ่อยเป็นปกติ แต่ปริมาณปัสสาวะต่อครั้งลดลง อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กรวยไตอักเสบเรื้อรัง การทำงานของไตที่บกพร่อง จะส่งผลต่อความสามารถในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้น ทำให้ปริมาณปัสสาวะมากขึ้น แต่ความถี่ในการปัสสาวะอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง มีไข้ต่ำ และอ่อนเพลียร่วมด้วย

โรคระบบต่อมไร้ท่อ: นอกจากโรคในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว โรคในระบบต่อมไร้ท่อก็อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไตจะไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลับคืนได้หมด ทำให้ความเข้มข้นของปัสสาวะสูงขึ้น และดึงน้ำออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัสสาวะมากและปัสสาวะบ่อย ในขณะที่ผู้ป่วยเบาจืด เนื่องจากการขาดฮอร์โมนแอนติไดยูเรติกหรือภาวะที่ไตไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนนี้ ก็จะมีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก ซึ่งนำไปสู่ภาวะปัสสาวะบ่อย

โรคไต: หากปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างมาก หรือถึงขั้นไม่มีปัสสาวะ นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายร้ายแรง เนื่องจากในระยะที่มีปัสสาวะน้อยของภาวะไตวายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาณของการทำงานของไตที่บกพร่องอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที

นอกเหนือจากอาการผิดปกติข้างต้น หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

ปัสสาวะเป็นเลือด: ปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวด อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี)

ปัสสาวะไม่ออก: ปริมาณปัสสาวะตกค้างในกระเพาะปัสสาวะมากกว่า 50 มิลลิลิตร อาจนำไปสู่ภาวะไตบวมน้ำ

ปัสสาวะขัด: อาจเป็นอาการแสดงของนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

วิธีที่ทำให้การปัสสาวะเป็นไปด้วยดี

ดื่มน้ำ 200 มิลลิลิตร ทุก 1-2 ชั่วโมงในเวลากลางวัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ และยังช่วยปรับจังหวะการปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการปัสสาวะในเวลากลางคืน

แต่ต้องหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากภายใน 2 ชั่วโมงก่อนนอน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็น “ยาขับปัสสาวะ” ที่อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยลดปัญหาการตื่นมาปัสสาวะในเวลากลางคืนได้

สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี สามารถลองใช้เทคนิค “การหน่วงการปัสสาวะ” โดยเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้กลั้นไว้สักครู่ แล้วค่อยๆ ยืดระยะเวลาการกลั้นออกไป 5-10 นาที จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเล็ด

ให้ทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย Kegel (การขมิบและคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสลับกัน) เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะ เปรียบเสมือนการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ การฝึกกระเพาะปัสสาวะเพื่อปรับจังหวะการปัสสาวะ และการออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อเสริมความแข็งแรงของ “วาล์วควบคุมปัสสาวะ” เป็นการดูแลสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะแบบสองทาง

แม้ว่าการปัสสาวะจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการปัสสาวะมากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ดังนั้น ทุกคนควรสังเกตการปัสสาวะของตนเอง หากพบความผิดปกติ ไม่ต้องกังวล แต่ก็ไม่ควรละเลย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อค้นพบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ที่มาและภาพ : sohu, freepik