สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ในทางกลับกัน เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ จำหน่ายรถยนต์ “เชฟโรเลต” และ “คาดิลแลค” ในญี่ปุ่น ได้เพียง 587 คัน และ 449 คันตามลำดับ เมื่อปี 2567 ส่วนฟอร์ด มอเตอร์ ถอนตัวออกจากตลาดญี่ปุ่นไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว

ยอดขายที่ตกต่ำไม่ใช่เหตุผลด้านการรังเกียจแบรนด์จากต่างประเทศ เนื่องจากในปี 2567 สองค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญของเยอรมนี คือเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู สามารถจำหน่ายรถยนต์ในญี่ปุ่น ได้มากกว่า 53,000 คัน และมากกว่า 52,000 คัน ตามลำดับ

เพื่อพยายามกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศในอัตรา 25% พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโตเกียวอย่างหนัก ว่า “ปฏิบัติต่อพันธมิตรอย่างไม่เป็นธรรมในทางการค้า”

แม้ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยชื่นชอบรถยนต์วินเทจของสหรัฐ แต่เมื่อต้องซื้อรถรุ่นใหม่ พวกเขากลับไว้วางใจสินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากกว่า โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับ ขนาดของถนน ฟังก์ชันพิเศษที่น้อยกว่า ความแรงของเครื่องยนต์ และ “ความรู้สึก” ที่ว่า “รถยนต์อเมริกันพังบ่อยกว่า” ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานใดสามารถยืนยันได้

แม้รถยนต์บางรุ่นของสหรัฐจะมีขนาดเล็กกว่ารถยนต์ของญี่ปุ่น แต่แบรนด์เหล่านี้ยังคงเป็นตัวเลือกเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากแทบไม่มีบริษัทแห่งใดนำเข้า หรือรับซ่อมแซมรถยนต์เหล่านี้

อย่างไรก็ดี การปรับขั้นตอนการนำเข้ารถยนต์ของญี่ปุ่น ถือเป็นการต่อรองระหว่างรัฐบาลโตเกียวกับรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อเจรจาคลี่คลายปัญหาภาษีศุลกากร โดยสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ ว่าอาจเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับยานยนต์ของสหรัฐ ในการเข้าถึงกระบวนการคัดกรองที่ง่ายขึ้น.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES