เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ ศาลจังหวัดธัญบุรี ถนนรังสิต-นครนายก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี เป็นโจทก์ฟ้อง นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือ “ฟ้า” และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ “แอมมี่-The Bottom Blues” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 64 เรียกร้องให้ศาลปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถูกจับกุมกลางดึกตามหมายจับในคดี 112

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติค่วบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2483 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ฐานร่วมกันทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยทั้งสอง คนละ 200 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100 บาท รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 100 บาท และจำเลยที่ 2 ปรับเงินจำนวน 200 บาท หากจำเลยทั้งสอง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกคดีอื่นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ และคดีนี้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อไม่ได้ ยกคำขอส่วนนี้ และข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

วันนี้ จำเลยที่ 1-2 เดินทางมาฟังคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นการแสดงออกถึงทัศนคติที่เป็นปรปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของปวงชนชาวไทยและสังคมไทย การกระทำของจำเลยที่ 1 นับเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่น ตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทรณ์ของโจกท์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีข้อสงสัยควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหานี้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ปรับจำเลยทั้งสองเป็นพินัยคนละ 200 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ให้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 30, 31 โทษในความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวภายหลังมีคำพิพากษาว่า ได้รับแจ้งจากทีมทนายความที่ทำคดีบอกว่า นายพรหมศร ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกาแล้ว คาดว่าใช้หลักทรัพย์เดิม.