เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากอยู่ในขณะนี้ หลังเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 68 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เมื่อหนุ่มรายหนึ่งถูกงูกัด แต่แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าไม่เป็นอะไรมาก ให้กลับบ้านได้ ทว่าอาการกลับทรุดหนักลงจนโคม่า สร้างความตกใจและเสียใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ลูกน้องโดนงูกัดตั้งแต่ตีหนึ่ง พอไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอเจาะเลือด หมอบอกให้กลับบ้าน เพราะในเลือดไม่มีพิษ แถมพูดกับแม่ลูกน้องเราว่า ไม่ใช่เคสสำคัญให้ยาและให้กลับบ้านได้เลย ได้ยาพารากับยาฆ่าเชื้อ แล้วบอกกับแม่เด็กว่า 09.00 น. ให้มาใหม่ ยังไม่ทัน 09.00 น. เลย ลูกน้องพูดไม่ได้ หายใจไม่ออก ลิ้นคับปาก ตาหลับลืมตาไม่ขึ้น เราก็รีบส่งโรงพยาบาล”

“สรุปแล้วไปเจาะเลือดใหม่ ผลเลือดออกมามีพิษ โดนงูมีพิษกัด ชีวิตคนๆ หนึ่งคุณทำได้สะเพร่าขนาดนี้ได้เหรอ พอเห็นสภาพลูกน้องแล้วไม่ไหวจริงๆ อย่าให้เกิดเคสแบบนี้กับใครอีกนะ ชีวิตของทุกคนมีค่าเหมือนชีวิตของพวกคุณแหละ (งูทับสมิงคลา) หายไวๆ ไม่มีใครทิ้งแก ทุกคนรอหายกลับมาอยู่บ้าน”

นอกจากนี้ ผู้ป่วยมี 4 ประเภท แบ่งตามระดับความรุนแรง มีดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยสีแดง
คือ วิกฤติ สัญญาณชีพไม่คงที่ ต้องได้รับการตรวจรักษาทันที มิเช่นนั้นอาจเสียชีวิตได้
2. ผู้ป่วยสีเหลือง 
คือ รุนแรงปานกลาง สัญญาณชีพคงที่แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงแย่ลงได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องได้รับการตรวจรักษาโดยเร็ว (ภายใน 1 ชม.)
3. ผู้ป่วยสีเขียว
 คือ บาดเจ็บเล็กน้อย ช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถรอรับการรักษาได้ (ภายใน 2-3 ชม.)
4. ผู้ป่วยสีดำ 
คือ บาดเจ็บรุนแรงและมีโอกาสรอดน้อยมาก หรือเสียชีวิตแล้ว

อย่างไงก็ตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ หลายคนแสดงความเห็นใจต่อผู้เสียหายและครอบครัว พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงมาตรฐานการวินิจฉัยโรคของบุคลากรทางการแพทย์ และความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการถูกสัตว์มีพิษกัดอีกด้วย..

ขอบคุณข้อมูล : ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง และlerdsin