จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์เหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เมื่อหนุ่มรายหนึ่งถูกงูกัด แต่แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าไม่เป็นอะไรมาก ให้กลับบ้านได้ ทว่าอาการกลับทรุดหนักลงจนโคม่า สร้างความตกใจและเสียใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย! หนุ่มโดนงูกัด หมอบอก ไม่ใช่เคสสำคัญ สุดท้ายอาการโคม่า
เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากอยู่ในขณะนี้ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “งูทับสมิงคลา” เป็นงูที่พิษรุนแรงอันดับต้นๆ ของไทย พิษของ “งูทับสมิงคลา” หลักๆ จะมีผลต่อะระบบประสาททำให้คนที่โดนกัด มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หนังตาตก หายใจเองไม่ได้จนเสียชีวิต และมีความยาวรวมประมาณ 108 เซนติเมตร 43 นิ้ว มีหางยาวประมาณ 16 เซนติเมตร 6.3 นิ้ว ด้านหลังมีลวดลายแถบสีน้ำตาลเข้ม สีดำหรือสีกรมท่า จำนวน 27-34 แถบบนลำตัวและหาง ซึ่งด้านข้างจะแคบและโค้งมน แถบไขว้อันแรกต่อเนื่องกับสีเข้มบริเวณหัว แถบขวางสีเข้มแต่ละแถบ จะคั่นด้วยแถบสีเหลืองอมขาวกว้าง ซึ่งอาจมีจุดสีดำอยู่และบริเวณท้องมีสีขาวที่มีความสม่ำเสมอ

อีกทั้ง ลักษณะปรากฏแบบที่แถบสีดำ ไม่มีแถบสีเหลืองอมขาว ยังสามารถพบได้ในบางส่วนของประชากรงูชนิดนี้ โดยมีรายงานว่าพบในชวาตะวันตกและชวากลาง เกล็ดหลังเรียงเป็น 15 แถว โดยเกล็ดกลางสันหลังเป็นเกล็ดขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นรูปหกเหลี่ยม จำนวนเกล็ดท้องระหว่าง 195-237 เกล็ด แผ่นรูทวารเป็นแผ่นเดียว และเป็นแถบเกล็ดเดี่ยว มีจำนวน 37-56 แถบ

ส่วนประกอบของพิษงู
พิษงูประกอบด้วยสารพิษต่างๆ มากกว่า 20 ชนิด เป็นโปรตีนเกิน 90% ซึ่งอยู่ในรูปของ “polypeptide toxins” และ “enzymes” ที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรตซึ่งอยู่ในรูปของ “glycoprotein” และมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ธาตุสังกะสีและ “riboflavin” เป็นต้น “Polypeptide toxins” ที่สำคัญคือ “พิษ neurotoxin” ซึ่งพบในงูกลุ่ม “Elapidae” และ “Hydrophiidae” เป็นส่วนใหญ่ “neurotoxin” นี้มีโมเลกุลขนาดเล็กจึงถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว แล้วไปจับที่ “neuromuscular junction” เช่น พิษจากงูสามเหลี่ยมและงูทับสมิงคลา ซึ่งมีฤทธิ์ 2 อย่าง คือ “beta-bungarotoxin” จะออกฤทธิ์คล้ายกับ “botulinum toxin”
โดยไปจับตรง “presynaptic junction” ของ “end plate” ทำให้ขัดขวางการหลั่งของ “acetylcholine” และฤทธิ์ “alpha-bungarotoxin” จะออกฤทธิ์คล้ายกับ “curare” โดยไปจับที่ “postsynaptic junction“ ทำให้เกิด “flaccid paralysis” พิษของ “polypeptide toxins“ ตัวอื่นที่พบคือพิษ “cardiotoxin” พบในงูเห่าอินเดีย จะทำลาย “cell membrane“ ของกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ พิษ hemorrhagin พบในงูกลุ่ม Viperidae ทำให้เกิดเลือดออกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

เนื่องจากไปทำลายที่ “vascular endothelium” พิษ “hemolysin” มีฤทธิ์ทำลายเม็ดเลือดแดง แต่พบในหลอดทดลองเท่านั้น ไม่พบในผู้ป่วยที่ถูกงูกัด พิษ “cytotoxin” พบในงูกลุ่ม “Viperidae” และงูเห่า จะทำลายเซลล์โดยตรง ทำให้บริเวณที่ถูกกัดบวมและเน่า พิษ “rhabdomysin” พบในงูทะเล ทำให้กล้ามเนื้อตายและเกิด “myoglobinuria“
นอกจากนี้ในพิษงูยังมีสารอื่นที่ออกฤทธิ์คล้ายกับ bradykinin histamine 5-hydroxy tryptamine adenosine triphosphate และ angiotensinase ทำให้ผู้ที่ถูกงูกัดเกิดอาการต่างๆ เช่น เหงื่อออก หน้าแดง ปากบวม ใจสั่น ปวดท้อง ท้องเสีย และช็อกได้ สารต่างๆ เหล่านี้ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวเรียกรวมว่า “autopharmacologicsubstances” ซึ่งพบมากในพิษงูกลุ่ม “Viperidae” เอ็นไซม์ที่พบในพิษงูมีหลายชนิด เช่น “procoagulant“ และ “arginine esterhydrolase”
อีกทั้ง พบในงูแมวเซาจะกระตุ้น “factor V“ และ “factor X“ ทำให้เลือดไม่แข็งตัว ส่วน “enzyme protease” ที่พบในงูกะปะจะทำลาย “fibrinogen” และ “enzyme phospholipase A2 (lecithinase)” ที่พบในพิษงูหลายชนิดทำให้เกิด “neurotoxicity cardiotoxicity“ และเพิ่ม “vascular permeability“ ส่วน “enzyme hyaluronidase” จะย่อย “tissue” ของร่างกายทำให้พิษงูแพร่กระจายเร็วขึ้น
อาการและอาการแสดงทั่วไป
คนส่วนใหญ่จะกลัวและตกใจภายหลังถูกงูกัด บางคนมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หน้ามืด เป็นลมใจสั่น หายใจไม่สะดวก เหงื่อออก ปวดท้อง ท้องเสีย หรือช็อกได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้อาจเกิดจากความกลัว หรือเป็นผลจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่อยู่ในพิษงู (autopharmacologic substances) ก็ได้ โดยทั่วไปอาการแรกคือปวดตรงตำแหน่งที่ถูกงูกัด งูบางชนิดกัดแล้วจะเกิดบวมและเลือดออกตรงตำแหน่งที่ถูกกัด บางครั้งบวมเร็วมากภาย 2 ถึง 3 วันอาจบวมทั้งแขนหรือขาที่ถูกกัดได้ ถ้ากดตรงตำแหน่งที่บวมจะเจ็บ งูบางชนิดกัดแล้วจะเกิดตุ่มน้ำพุพอง (bleb) เกิดขึ้น เช่น งูกะปะ งูแมวเซา และงูเห่า
นอกจากนี้ “ตุ่มน้ำ” ในงูกะปะเกิดขึ้นเร็ว บางครั้งเกิดภายใน 2 ถึง 3 ชั่วโมงภายหลังถูกกัด และอาจกลายเป็นตุ่มน้ำเลือด hemorrhagic bleb จะพบเลือดออกตามที่ต่างๆ เช่น ตามรอยเข็มฉีดยา รอยเข็มเจาะเลือด แผลเก่า ตามผิวหนังมีจ้ำเลือด (discoid bleeding) หรือเลือดออกใต้ผิวหนัง เลือดออกตามไรฟันได้ (purpura) อาการและอาการแสดงอย่างอื่นที่พบร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลืองเหนือส่วนที่ถูกงูกัดจะโตและกดเจ็บ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งจะบ่งถึงพิษงูเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองภายในช่องท้องโตและอักเสบ บางคนมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัวร่วมด้วย
การป้องกันการถูกงูกัด
การป้องกันไม่ให้ถูกงูกัดทำได้ แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่และโอกาส โดยปกติแล้วนิสัยของงูจะไม่เลื้อยมากัดหรือทำร้ายมนุษย์โดยตรง พิษของงูมีไว้เพื่อจับสัตว์เป็นอาหาร นิสัยของงูจะกลัวคนเช่นเดียวกันกับคนก็กลัวงู ส่วนใหญ่คนถูกงูกัดจะเป็นไปโดยบังเอิญ เช่น เหยียบงู หรือเข้าใกล้งู โดยธรรมชาติงูกัดคนเป็นการป้องกันตัวเอง (defensive mechanism) ดังนั้น ก่อนจะเดินป่าควรระวังและป้องกัน โดยใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว สวมรองเท้าหุ้มส้น ยิ่งเป็นรองเท้าบู๊ตยิ่งดี มือถือไม้แกว่งไปมาระหว่างเดินป่า เพื่อให้เกิดเสียงดังงูจะได้หนีไปก่อน
อีกทั้ง ไม่ควรเดินป่าในเวลากลางคืน มีไฟฉายติดมือไปด้วยจะทำให้การเดินป่าปลอดภัยขึ้น แนะนำให้ชาวสวนยางพาราภาคใต้ หรือชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก ใส่รองเท้าบู๊ตเวลาทำงาน จะลดอัตราเสี่ยงต่อการถูกงูกะปะกัด แต่ชาวนาซึ่งต้องทำงานในท้องนาที่เป็นน้ำและโคลน การใส่รองเท้าอาจทำงานไม่สะดวก ควรลดความเสี่ยงโดยวิธีอื่น เช่น พยายามเดินในที่ไม่รก และเวลาเสร็จงานแล้วเดินทางกลับบ้าน ควรใส่รองเท้าจะช่วยได้บ้าง
ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลรามาธิบดี, สภากาชาดไทย และwikipedia



