เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย และรื้อซากตึก สตง.ถล่ม โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานยังคงระดมกำลังกันค้นหาผู้ติดค้างต่อเนื่อง มีการใช้เครื่องจักรหนักและเดินเท้า รวมถึงทีมกล้องโดรนจากมุมสูง สลับหมุนเวียนกันทำงาน จากการปฏิบัติต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนที่ผ่านมา (วันที่ 8 พ.ค.) ทีมเจ้าหน้าที่ค้นหายังไม่พบร่างผู้สูญหายติดค้างในซากอาคารเพิ่มเติมอีก พบแต่เพียงชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ ในพื้นที่ใกล้ปล่องลิฟต์ (LowZone) และปล่องลิฟต์ (HighZone) จำนวน 3 ชิ้น นอกจากนี้ ในการตรวจพบชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ที่กองทิ้งซากวัสดุก่อสร้างอาคาร สตง. ที่หลังศาลเยาวชนและครอบครัว อีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ ชิ้นเนื้อ 1 ชิ้น กระดูก 1 ชิ้น และ กะโหลก 1 ชิ้น
ต่อมาเวลา 09.00 น. ที่กองอำนวยการร่วม ตัวแทนกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด) ผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เดินทางเข้าพบทีมพนักงานสอบสวน ชุดเก็บหลักฐาน ที่ประกอบด้วย พนักงานสอบสวน บก.น.2 ทีมสอบสวนคดีพิเศษ ทีมวิศวกรกรมโยธาธิการและผังเมือง ทีมพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อหารือขออนุญาตนำผู้เชี่ยวชาญจาก 4 บริษัทประกันภัย ที่กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซีทำประกันภัยโครงการก่อสร้างไว้ ได้แก่ บมจ.ทิพยประกันภัย บมจ.กรุงเทพประกันภัย บมจ.อินทรประกันภัย และ บมจ.วิริยะประกันภัย เข้าตรวจสอบความเสียหายในที่เกิดเหตุ
โดยขอเก็บชิ้นส่วนกับอุปกรณ์ก่อสร้างที่เสียหายที่มีอยู่ในพื้นที่เท่าที่จำเป็น ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ค.นี้ รวมทั้งขออนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวจากต่างประเทศ ของบริษัทประกันภัยทั้ง 4 บริษัท ตรวจสอบประเมินความเสียหายพื้นที่ที่เกิดเหตุในระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค.ด้วย ต่อมาพนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้ตัวแทนกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี และผู้เชี่ยวชาญจาก 4 บริษัทประกันภัย เข้าพื้นที่ไปพร้อมกับทีมพนักงานสอบสวน

ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายในเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม ที่เข้าสู่วันที่ 43 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานยังคงระดมกำลังกันค้นหาร่างของผู้ประสบภัยซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่บริเวณชั้นใต้ดินของซากอาคาร สตง. โดยสามารถปฏิบัติการได้ตามแผนเปิดพื้นที่ได้เกือบทั้งหมดทุกโซน
โดยเมื่อวานนี้ (8 พ.ค. 68) เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการเปิดบริเวณปล่องลิฟต์ทั้งหมด 6 จุด ซึ่งเปิดไปได้แล้ว 4 จุด ยังคงเหลืออีก 2 จุด ในโซน B และ C ซึ่งเป็นปล่องลิฟต์ที่ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเป็นลิฟต์ขนของ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนี้ หลักปฏิบัติการไม่พบร่างของผู้สูญหายเพิ่มเติม แต่พบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ ขณะที่โซน B มีการใช้สุนัข K9 ดมกลิ่น ระบุตำแหน่งพิกัดที่อาจจะพบร่างของผู้สูญหายนั้น เมื่อเปิดพื้นที่ไปแล้วพบว่า กลิ่นที่สุนัขระบุพิกัดดังกล่าว เป็นจุดรับประทานอาหารของแรงงานที่ทำงานในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งพบอาหารจำนวนมากอยู่บริเวณนั้น และยังพบอุปกรณ์ เช่น กระเป๋า และชิ้นส่วนเสื้อผ้าของผู้ประสบภัยเพิ่มเติมด้วย
รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า คาดว่าในวันที่ 10 พ.ค. จะสามารถเปิดพื้นที่เข้าได้ครบทุกโซน และยังคงใช้การค้นหาอย่างละเอียด สำหรับการใช้เครื่องจักรหนักที่ยังมีอยู่จำนวน 28 คัน ในการเปิดพื้นที่จะยังคงเคลื่อนย้ายเครื่องจักรแต่จะเบากำลังลง แม้จะเปิดพื้นที่ได้ทั้งหมดแต่ยังมีกองดิน กองปูนเหลืออยู่ หลังจากกระบวนการเปิดพื้นที่ได้ครบทั้งหมดแล้วก็จะเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานที่จะดำเนินการสอบข้อเท็จจริง โดย กทม. พร้อมที่จะสามารถจัดสรรเครื่องจักรสนับสนุนการทำงานต่อไป

“การเปิดพื้นที่ทุกโซน ตั้งอยู่บนสมมุติฐานของการเจอร่างของผู้สูญหาย แม้จะพบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์น้อยแต่สามารถนำมาประกอบร่างสมบูรณ์เพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวตนได้ หลังจากเปิดพื้นที่ครบทั้งหมดทุกส่วนแล้วก็จะเกลี่ยกองดินให้เท่ากัน คาดว่าจะสรุปปฏิบัติการค้นหาร่างผู้สูญหายได้ภายในอาทิตย์หน้า ส่วนการพิสูจน์อัตลักษณ์ ที่มีชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์อยู่ที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจกว่า 300 ชิ้นนั้น แม้จะปฏิบัติการค้นหาร่างของผู้สูญหายจบสิ้นแต่ก็ยังคงมีกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ยืนยันตัวบุคคล ยังต้องดำเนินการต่อไป” รศ.ทวิดา ระบุ
ส่วนปรับแก้ตัวเลขผู้ประสบภัยและจำนวนผู้สูญหายในเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่ม นั้น รศ.ทวิดา กล่าวว่า ขณะนี้ ตร.สืบพบว่า มี 4 คนไม่อยู่ในอาคาร สตง.ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งเป็นคนงานที่มารับจ้างรายวัน มีรายชื่อแต่ไม่ได้เดินทางมาทำงาน ทำให้เหลือจำนวนผู้ประสบภัยอยู่ที่ 105 ราย และเหลือผู้สูญหายที่ยังต้องติดตามค้นหา 7 ราย มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการตรวจยืนยันอัตลักษณ์บุคคล เบื้องต้น 89 คน
ขณะเดียวกันยังต้องรอการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลจากชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ที่พบว่าชิ้นส่วนที่พบจะเป็นหนึ่งในร่างของผู้ที่สูญหายในจำนวนที่เหลืออยู่หรือไม่ ส่วนกระบวนการพิสูจน์ต้องใช้เวลา เนื่องจากการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วน เช่น การตรวจจากกระดูก ต้องมีความหนาแน่นพอสมควร หากพบชิ้นส่วนเล็กๆ ก็ไม่เพียงพอต่อการตรวจพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม การปรับแก้ตัวเลขผู้ประสบภัยและจำนวนผู้สูญหายของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำนักงานเขตจตุจักร ต้องรอให้ญาติของบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุทั้ง 4 รายดังกล่าว มาถอนแจ้งความบุคคลสูญหายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน จึงจะสามารถปรับแก้ตัวเลขอย่างเป็นทางการได้.



