จากสถานการณ์น่ากังวลที่มีพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่จริงไม่ถึง 10 คน แต่แบกคดีจำนวนมหาศาล เพราะที่ตั้ง สภ.อยู่พื้นที่เขตเมือง มีชุมชนขนาดใหญ่ สภาพไม่ต่างจาก กทม. ทำให้พนักงานสอบสวนที่เข้าเวรแต่ละผลัด เกิดความเครียดสะสมจากแรงกดดัน เร่งรัดสำนวนคดีให้ทันตามกำหนด นำไปสู่อาการป่วยโรคซึมเศร้าไม่รู้ตัว
ผลการประเมินสุขภาพจิตพนักงานสอบสวน 11 นายของโรงพัก พบมี 4 นาย ป่วยโรคซึมเศร้าต้องเข้ารักษาด้วยยา และอีก 1 นาย อาการรุนแรงจนจิตแพทย์แนะนำให้ลาออก
ข้อเท็จจริงนี้สร้างแรงกระเพื่อมให้ปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวนถูกหยิบยกขึ้นอีกครั้ง
ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งด่วนให้ผู้บัญชาการและผู้บังคับการทุกหน่วยทั้งภูธรและนครบาล ตรวจสอบ “สถานภาพ” กำลังพล เบื้องต้นเน้นบริหารจัดการให้สอดคล้องปริมาณงาน โดยผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณา “ปรับเกลี่ย” พนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจที่ปริมาณงานน้อย ไปช่วยสนับสนุนสถานีตำรวจที่ปริมาณงานมาก
และเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมงานสอบสวน ครั้งที่ 1/2568 โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมพิจารณาวาระสำคัญเร่งรัดการแก้ไขปัญหาของพนักงานสอบสวนในทุกมิติ ประกอบด้วย
การเจริญเติบโตในสายงาน : ปรับปรุงให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่, กำลังพลสนับสนุน : การกำหนดตำแหน่ง “ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน” ให้มีเพียงพอ, ค่าตอบแทน : ปรับปรุงอัตราเงินตำแหน่งและค่าสำนวนให้เหมาะสมกับปริมาณคดี และลดภาระงานที่ไม่จำเป็น : แก้ไขระเบียบ คำสั่งต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพ
ในที่ประชุม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ย้ำว่าจะกำกับ ติดตาม และผลักดันการพัฒนาระบบงานสอบสวนด้วยตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นที่ยังติดขัด ต้องอาศัยการบูรณาการกับหน่วยอื่น พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญกับงานสอบสวน ต้องลงไปกำกับดูแล เกลี่ยกำลังพลกับปริมาณงาน และสั่ง “ห้าม” ไม่ให้สั่งพนักงานสอบสวนไปช่วยราชการหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่สถานีตำรวจโดยเด็ดขาด รวมถึงการสนับสนุนขวัญกำลังใจ
อีกมุมมองน่าสนใจ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ชี้ว่าปัญหาขาดแคลน และข้อเสนอแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ที่ให้อัยการมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมการสอบสวน แท้จริงแล้วสะท้อน “วิกฤติงานสอบสวน” ของตำรวจไทยเช่นกัน
พร้อมย้อนจุดเริ่มต้นปัญหา เกิดขึ้นหลังคำสั่ง คสช. ปี 59 ที่ยกเลิก “แท่งพนักงานสอบสวน” ทำให้สายงานดังกล่าวขาดความก้าวหน้า พนักงานสอบสวนจำนวนมากจึงโยกย้ายไปสายงานอื่นที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า ทั้งที่ต้องรับผิดชอบงานหนักที่สุดในองค์กรตำรวจ
ทั้งนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายจากปัจจัยสะสม ทั้งค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน การขาดแคลนผู้ช่วย และเครื่องมือที่จำเป็น ประกอบกับคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด (เฉลี่ยวันละ 800 คดี ในปี 66-67) ทำให้พนักงานสอบสวน 1 คน ต้องรับผิดชอบคดีมากถึง 200-500 คดีต่อปี เกินกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น (ไม่เกิน 70 คดีต่อปี)
“ปัจจุบันมีตำแหน่งพนักงานสอบสวนว่างถึง 6,000 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 18,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนล่าช้า ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และต้องหันไปพึ่งพาสื่อหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อให้คดีของตนได้รับความสนใจ”
พล.ต.อ.เอก ระบุ ในฐานะ ก.ตร.ได้ผลักดันแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 66 มีข้อสรุปเบื้องต้น เช่น การอบรมและแต่งตั้งพนักงานสอบสวนใหม่ปีละ 1,000 นาย เป็นเวลา 4 ปี การเสนอเพิ่มค่าตอบแทน การแต่งตั้งผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม และการตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพัฒนางานสอบสวน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ติดขัดอุปสรรคสำคัญ คือ “งบประมาณ” ที่ไม่เพียงพอ ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พล.ต.อ.เอก เสนอว่า การแก้ไขกฎหมาย ป.วิ.อาญา เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรากฐานของระบบสอบสวนยังคงอ่อนแอ สิ่งสำคัญ คือ “การฟื้นฟูระบบสอบสวนที่กำลังล่มสลาย” โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและกำลังคนอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีขวัญกำลังใจ และมีโอกาสเติบโตในสายงาน อันจะนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริงแก่ประชาชน
วิกฤติที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การขาดแคลนกำลังพล ภาระงานที่หนักเกินกำลัง ขาดแรงจูงใจและเส้นทางความก้าวหน้า กำลังบั่นทอนประสิทธิภาพและขวัญกำลังใจของบุคลากรสำคัญในกระบวนการยุติธรรม
เรื่องนี้แม้ ผบ.ตร.จะพยายามแก้ไขเฉพาะหน้าและวางแผนระยะยาว แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ดังนั้น จำเป็นที่รัฐบาลต้องสนับสนุน เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างระบบงานจริงจัง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน








