นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขร. ได้เสนอแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล ระยะ(เฟส)ที่ 2 ต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแล้ว ซึ่งตามแผนงานกระทรวงคมนาคมต้องเสนอ ครม. ภายในเดือน พ.ค.2568 จากนั้นเมื่อ ครม.เห็นชอบ ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย.2568 หน่วยงานกำกับสัญญาร่วมทุนของโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเร่งรัดดำเนินการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า เพื่อปรับปรุงแก้ไขสัญญาสัมปทาน หรือจัดทำบันทึกข้อตกลง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ก็จะเร่งดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท ผ่านทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ในเดือน ส.ค.2568 ก่อนจะเริ่มดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายตามนโยบายรัฐบาล เฟสที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2568 อย่างไรก็ตามในการเสนอการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารฯ ในครั้งนี้ มีระยะเวลา 1 ปี

สำหรับการดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ในเฟสที่ 2 จะขยายการดำเนินการครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสาย พร้อมทั้งรองรับการเรียกเก็บค่าโดยสารในอัตราสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย ทั้งกรณีการเดินทางภายในโครงข่าย และการเดินทางข้ามโครงข่ายของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า โดยใช้วิธีการให้ส่วนลด (Discount) ราคาค่าโดยสารที่จะเรียกเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดการเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้า จากสถานีต้นทางจนถึงสถานีปลายทาง กับผู้โดยสารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

และเดินทางด้วยบัตรโดยสาร 2 ประเภท ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนได้ ประกอบด้วย 1.บัตร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless Card และ 2.บัตรเติมเงินประเภทบัตรผ่านระบบบัญชีบัตร (Account Based Ticketing system:ABT) เช่น บัตร Rabbit หากผู้โดยสารชำระค่าโดยสารผ่านบัตรประเภทอื่นหรือบัตรที่ไม่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ไว้ จะต้องชำระค่าโดยสารในอัตราค่าโดยสารราคาปกติ.