เมื่อวันที่ 13 พ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ที่ไต้หวัน ได้เกิดเรื่องราวที่น่าตกใจและเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่ไม่ทานหวาน แต่กลับป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างรุนแรง ได้ถูกเปิดเผยโดยนายแพทย์หลี่ ถังเยว่ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โดยระบุว่า สาเหตุหลักอาจมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารกลางวันยอดนิยมบางชนิด
นายแพทย์หลี่ ถังเยว่ ได้เล่าถึงกรณีผู้ป่วยชายวัย 50 ปีรายหนึ่ง ซึ่งทำงานใช้แรงกายเป็นประจำ และมักจะทานข้าวกล่องเป็นอาหารกลางวัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นเมนูข้าวหมูแดงหรือข้าวมันไก่ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ แทนที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น ชายคนดังกล่าวกลับมีน้ำหนักลดลงถึง 10 กิโลกรัมภายใน 3 เดือน ภรรยาของเขาจึงสังเกตเห็นความผิดปกติและพาไปพบแพทย์
จากการตรวจเลือด พบว่าค่าฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c) ของผู้ป่วยสูงถึง 11% ซึ่งสูงกว่าค่าปกติที่ควรจะต่ำกว่า 5.6% มาก และระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารก็สูงถึง 260 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติควรต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ทำให้แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานขั้นรุนแรง
ผู้ป่วยรู้สึกตกใจมากเมื่อทราบผล เพราะเขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนเองไม่เคยแตะต้องของหวานหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเลย อย่างไรก็ตาม นายแพทย์หลี่ ถังเยว่อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคเบาหวานไม่ได้มีสาเหตุจากการทานหวานเพียงอย่างเดียว การบริโภคข้าวและเส้นก๋วยเตี๋ยวในปริมาณมากเป็นประจำ ก็สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน
นายแพทย์หลี่ ถังเยว่ ชี้ว่า อาหารกลางวันที่คนทั่วไปนิยมทานกัน เช่น ข้าวกล่อง ข้าวผัด และบะหมี่ผัด มักจะปรุงด้วยน้ำมันและเกลือในปริมาณมาก มีปริมาณแป้งสูง แต่มีผักน้อย ทำให้กลายเป็น “กับระเบิดน้ำตาล” ที่ไม่รู้ตัว
หลายคนเข้าใจผิดว่าข้าวกล่องที่มีทั้งข้าว เนื้อ และกับข้าว น่าจะให้สารอาหารที่สมดุล แต่ในความเป็นจริงแล้ว กับข้าวในข้าวกล่องไม่ได้มีแต่ผักเสมอไป เช่น ข้าวโพดก็เป็นคาร์โบไฮเดรต และถึงแม้จะมีผัก ปริมาณก็มักจะน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันระบุว่า โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อน อาการทั่วไปของผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงคือ กินมาก ดื่มมาก ปัสสาวะบ่อย และน้ำหนักลด หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
อ้างอิง https://www.ettoday.net/



