จากกรณีพระปลัดศานิตย์ นิจฺจงฺคุโณ ระบุว่า นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ยังคงครองสมณเพศสงฆ์และต้องถอดผ้าเหลืองออก คาดว่าเป็นการถูกกดดันให้สึกต่อหน้าพระพุทธรูป ซึ่งทราบว่าตัวของนายแย้ม ท่องบทสวดไม่ครบ จึงถือว่ายังไม่ได้สึกจากการเป็นพระ เนื่องจากไม่ได้ตั้งใจจะสึกตั้งแต่แรกนั้น
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความถึงพระครูปลัด ไฉนเลอะเทอะ ทำให้สังคมสับสนวุ่นวายเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ว่า ทิดแย้มยังไม่พ้นจากภิกษุภาวะ เพราะกล่าวคำลาสิกขาบทไม่สมบูรณ์ นี่เลอะเทอะที่สุด สมแล้วที่จะเป็นคนใกล้ชิดของบิ๊กแย้ม
ความจริงบิ๊กแย้มนั้นขาดจากความเป็นภิกษุมานานแล้ว ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุยักยอกเงินวัดครั้งแรกแล้ว หรือมิฉะนั้น ก็ขาดจากความเป็นภิกษุถ้าหากมีการเสพเมถุนกับสีกา ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงโอนเงิน 40 ล้านบาท ให้สีกาก็ได้ การเสพเมถุนและการยักยอกทรัพย์เกินกว่า 5 บาทนี้เป็นพระวินัย ที่ต้องอาบัติแล้ว เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที
พิธีการลาสิกขาบทนั้นเป็นแค่พิธีกรรม เป็นคนละเรื่องกับการขาดจากความเป็นภิกษุ และในพิธีกรรมนี้ ไม่ได้มีแบบแผนที่ชัดเจน คงถือเอาเจตนา กล่าวคำลาสิกขาบทเท่านั้น ซึ่งจะกล่าวคำแบบไหนก็ได้ จะมีพระสงฆ์นั่งด้วยหรือไม่ก็ได้ ในเรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏว่า ขุนแผนลาสิกขาบท ก็แค่ถอดจีวรออกแขวนบนต้นไม้ แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอลาสิกขาบทแล้ว เท่านี้ก็พ้นจากภาวะภิกษุโดยพิธีกรรม หรือเมื่อครั้งตะละแม่จันทรา สึกพระภิกษุจะเด็ด ซึ่งต้องพระราชอาญา และจำต้องบวชอยู่ที่วัดกุโสดอ เพื่อให้ออกไปนำทัพตองอูรบกับทัพโมนยิน
สมัยนั้นตะละแม่จันทรา ก็แค่ถอดสังฆาฏิ-จีวรออกจากพระภิกษุจะเด็ด และพระภิกษุจะเด็ด ก็เปล่งคำว่าข้าพเจ้าขอลาสิกขาบท ณ บัดนี้ เพียงเท่านั้นก็ขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว จะคิดริเลียนแบบพระพิมลธรรมนั้นไม่ได้ เพราะกรณีพระพิมลธรรมนั้น ท่านไม่ได้ขาดจากความเป็นภิกษุ เนื่องจากท่านทรงศีลบริสุทธิ์อยู่ และท่านไม่มีเจตนาจะลาสิกขาบท
แต่ท่านถูกถอดจีวรออกจากร่างกาย เพื่อดำเนินคดี โดยท่านไม่ยินยอม ท่านจึงกระทำสัตยาธิษฐานว่า ท่านไม่ได้ลาสิกขาบท ผู้ใดเอาจีวรออกจากร่างกายของท่าน ก็ให้ถือว่าเป็นการปล้นไตรจีวรของพระสงฆ์
คำอธิษฐานของพระพิมลธรรมนั้นสะเทือนฟ้าสะท้านดิน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ที่ถอดจีวรออกจากร่างกายของท่านโดยท่านไม่ยินยอมนั้นตายโหงหมดทุกคนอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุการณ์ลือลั่น เหตุการณ์หนึ่งในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และในที่สุดศาลก็พิพากษายกฟ้อง ว่าท่านไม่ได้กระทำความผิดใดๆ
หลังจากศาลพิพากษาพ้นข้อหาแล้ว ท่านก็ยืนยันคำอธิษฐานเดิมว่าท่านยังเป็นพระภิกษุอยู่ และได้ดำรงสมณเพศอยู่ในศีลของพระภิกษุบริสุทธิ์บริบูรณ์ ท่านจึงครองจีวรเป็นพระภิกษุเหมือนเดิม ซึ่งคณะสงฆ์ก็ยอมรับว่าเป็นไปตามพระพุทธวจน ดังนั้นพวกทิดทั้งหลาย ที่ไม่ได้ทรงศีลเสมอด้วยพระพิมลธรรม
อย่าริมาเฉไฉใช้แบบนี้ ไม่ได้ผลหรอก กลับจะสร้างความสับสนและเสียงก่นด่าจากประชาชนมากขึ้นอีก



