บานปลายไปเรื่อยๆ กระบวนการตรวจสอบฮั้ว สว. หลังมีหมายเรียก สว. ลอตแรก 55 คน ตามที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นคณะกรรมการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรียกมารับทราบข้อกล่าวหา และชี้แจง ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค.

จากนั้นก็มีการออกหมายเรียกเพิ่มเติมเป็นลอตที่ 2 ออกมา ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แวดวงการเมือง เพราะมีทั้งอดีต สส. นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่นชื่อดัง รวมไปถึงรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) “นายนภินทร ศรีสรรพางค์” รมช.พาณิชย์ “นายศุภชัย โพธิ์สุ” หรือ ครูแก้ว อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 อดีต สส.นครพนม “น.ส.วาริน ชิณวงศ์” หรือ นายกน้ำ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีธรรมราช คนล่าสุด ที่ชนะ “กนกพร เดชเดโช” อดีตนายกอบจ.นครศรีธรรมราช และเป็นมารดาของ “ชัยชนะ เดชเดโช” สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) “นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์” นายกสมาคมประมง จ.สตูล บิดาของ “วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์” สส.สตูล พรรค ภท. นายณัฐกิตต์ หนูรอด สว. อดีตปลัดอบจ.พัทลุง และ อดีตผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 4 พรรค ภท. นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า อาจมีการออกหมายเรียกแกนนำคนสำคัญของพรรค ภท. ไปชี้แจงอีก ถ้าเป็นไปตามแรงข่าวจริงจะสร้างความสั่นสะเทือนให้แวดวงการเมืองมากเลยทีเดียว
ในขณะที่อีกด้าน “นายณฐพร โตประยูร” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินหน้าเปิดเกมยื่นยุบพรรค ภท. โดยยกประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. มาใช้เป็นการยื่นคำร้อง โดยยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) พิจารณาตาม รธน. มาตรา 49 โดยบุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ นอกจากนี้ “นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท” สว. สำรอง อดีต สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อพิจารณาส่งเรื่องต่อศาล รธน. สั่งยุบพรรค ภท. พร้อมทั้งยืนยัน ถ้า กกต.เรียกตนมาชี้แจงเมื่อไหร่ก็จะนำหลักฐานเหล่านั้นมามอบให้ ยืนยันว่าหลักฐานชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนคงไม่กล้ามาเปิดหน้า แต่จะขอคุ้มครองพยานจากดีเอสไอ และที่พรรค ภท.บอกจะฟ้องนั้นเชิญเลย

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวถึงกระแสข่าวสมาชิกพรรค ภท. ถูก กกต. ออกหมายเรียกชี้แจงกรณีคดีฮั้ว สว. ว่า ทุกคนพร้อมที่จะให้การและชี้แจง เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเรื่องการเมืองจริงๆ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เชื่อมาตั้งนานแล้ว ใครๆ ก็เชื่อ เรื่องนี้ตนไม่เกี่ยว หากต้องการอะไรจากพรรค ภท.ก็ไม่มี เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง สว. สื่อมวลชนน่าจะอ่านประกาศ ที่เคยสั่งห้ามสมาชิกพรรค ภท. ห้ามเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ที่ลงวันที่ไว้เมื่อ 30 เม.ย. 67 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สว. 2 เดือน เมื่อถามว่า เหตุใดจึงเจาะจงมาที่สมาชิกพรรค ภท.เป็นหลัก นายอนุทิน กล่าวว่า คงต้องมีดีอะไรบางอย่าง จึงมีคนพยายามเจาะยาง ส่วนความคืบหน้ากรณีที่นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรค ภท. เตรียมยื่นฟ้อง น.ส.กุสุมาลวตี พาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. นั้น เราเป็นพรรคการเมืองอยู่ดีๆ จะให้คนอื่นมาด้อยค่าได้อย่างไร เมื่อกรรมาธิการ (กมธ.) เรียกนางสุขสำรวยไปชี้แจงก็ไป แต่คนที่ กมธ.ไม่ได้เรียกแล้วไป ก็เป็นเรื่องแปลก พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องการเมืองอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่จุลภาคมาเป็นมหภาค เมื่อถามว่า ที่ไม่เครียดแสดงว่ามีแผนรับมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และมั่นใจว่าทีมงานของพรรค ภท. ไม่ได้เป็นดังข้อกล่าวหา ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงเรื่องแก้ปัญหา และความเดือดร้อนของประชาชนเลย
เมื่อถามถึง ขบวนการทางกฎหมาย นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีการพาดพิงคน ภท.ก็ต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย ตรงไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาท ก็ฟ้องหมิ่นประมาท ตรงไหนเข้าข่ายแจ้งความเท็จ ก็ฟ้องแจ้งความเท็จ ตรงไหนเข้าข่ายละเมิดก็ฟ้องละเมิด เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.กุสุมาลวตี ยื่นยุบพรรค ภท. นายอนุทิน กล่าวว่า เขาพูดโกหกทุกเรื่อง เมื่อถามว่า น.ส.กุสุมาลวตี มาขอสนับสนุน สว.เรื่องอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา เขาไปเดินอยู่ในสภา ซึ่งมาขอพูดกับตน ก็ไม่พูดด้วย “อย่างที่บอก บางทีเราก็เป็นคนสุภาพ ก็โดนคนที่กักขฬะทำแบบนี้” เมื่อถามว่าจะฟ้องกลับหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถึงขนาดนี้ก็คงต้องฟ้องแล้ว ขณะนี้มีการแกะเทปแล้วซึ่งพวกนี้มาเป็นขบวนการ สว. สำรองถ้าผิดก็ผิดกันหมด จากรอบคัดเลือกระดับอำเภอก็มาด้วยกัน ถ้าตนเกี่ยวข้องก็ต้องคุยด้วย ขอย้ำว่า ไม่ชอบตั้งแต่อยู่พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กับพฤติกรรมแบบนี้

จากนี้ไปกระบวนการตรวจสอบฮั้ว สว. คงแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยพรรค ภท. ก็คงเดินหน้าใช้กฎหมายปกป้องตัวเองไป ส่วนฝ่ายที่กล่าวหา ก็ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวหา ดังนั้นทุกอย่างต้องขึ้นกับข้อเท็จจริง
ส่วน “นายนภินทร ศรีสรรพางค์” รมช.พาณิชย์ และแกนนำพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์กรณี กกต. ออกหมายเรียกให้ชี้แจงคดีฮั้ว สว. ว่า ยังไม่มีหมายเรียก มั่นใจว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่กังวล ถ้ามีหมายมาก็พร้อมไปชี้แจง เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง ไม่ทราบว่าอะไรที่ทำให้เชื่อมโยง เพราะตั้งแต่การเลือก สว. หัวหน้าพรรค ภท.ได้มีหนังสือสั่งว่าอย่าไปเกี่ยวข้องอะไร ตนก็ปฏิบัติตามนั้น เมื่อถามว่า ถูกมองว่าเป็นศึกระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงิน นายนภินทร กล่าวว่า อย่าไปคิดไกลขนาดนั้น เป็นเรื่องบุคคลมากกว่า ทุกวันนี้ทำงานกันดีกับพรรค พท. ไม่กระทบภารกิจหน้าที่ของตน ยังประสานงานกันได้ดีอยู่ เมื่อถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าเส้นทางการเงิน ลูกน้อง และการพูดคุยโทรศัพท์ จะไม่เชื่อมโยงถึงตนเอง นายนภินทร กล่าวว่า เรื่องการพูดคุยโทรศัพท์ ตนรู้จักคนเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องคุยเรื่องนี้ ชี้แจงได้ว่าคุยอะไร แต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอะไรเชื่อมโยง

ขณะที่ประเด็นมติแพทยสภาให้ลงโทษแพทย์ 3 คน กรณีส่ง ”นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ นั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกข้อมูลได้ว่า จะยับยั้งหรือไม่ยับยั้ง จะรับฟังจากคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ ที่ตั้งมาเป็นหลัก ถ้าคิดว่าสภานายกพิเศษไม่มีประโยชน์ กฎหมายก็ต้องเปลี่ยน คิดว่าถ้าข้อมูลครบก็จะใช้เวลา 15 วันหลังจากได้รับหนังสือจากแพทยสภา พยายามไม่ขอขยายเวลา เมื่อถามถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี (ทภ.) ระบุหากยับยั้งมติแพทยสภาโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ สภานายกพิเศษอาจโดนมาตรา 157 นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คนต้องถูกตรวจสอบโดยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการของแพทยสภาทุกชุด เราต้องระมัดระวังว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควร จะต้องดำเนินการไม่ให้ขัดกับมาตรา 157 เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ด้าน “นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล” สว. ในฐานะประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม กมธ. โดยก่อนเริ่มประชุมได้แจ้งผลการประชุม กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) รับทราบเห็นชอบ กรณี กมธ.การสาธารณสุข จะร่วมกับ กมธ. การกฎหมายและการยุติธรรม ตั้งกรรมการพิจารณาร่วมกัน 2 เรื่อง คือ เรื่องจริยธรรมทางการแพทย์และในส่วนคดีความกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องมติของแพทยสภาลงโทษแพทย์ที่รักษาตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่รักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จะพิจารณาในมิติด้านสาธารณสุขอย่างเดียวคงไม่ได้ จะต้องพิจารณามิติด้านกฎหมาย ซึ่งจะเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาข้อ 80 ซึ่งที่ประชุมวิปวุฒิสภาก็เห็นด้วย คาดว่าจะมีตั้งคณะอนุ กมธ. ภายใต้ กมธ.ร่วม ที่อาจจะส่งตัวแทน กมธ.คณะละ 4 คน และ ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ทางด้านการแพทย์ หรือผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมายและสังคม สัดส่วนคนนอกเข้าร่วมเป็น กมธ.
ส่วน “นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์” นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย หนึ่งในกรรมการในคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 พร้อมด้วยกรรมการอีก 3 คน ได้แก่ นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข, นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 และ นายปิยะวัฒน์ ศิลปะรัศมี ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษฯ ครั้งที่ 1

นายธนกฤต กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีการพิจารณาเอกสารที่ได้รับจากแพทยสภาส่งมาถึงสภานายกพิเศษฯ ซึ่งได้รับมาจำนวนหนึ่ง หลายพันหน้า ซึ่งคณะกรรมการฯ มีความเห็นว่ายังขาดเอกสารบางส่วนที่อยู่ในการพิจารณาของแพทยสภาในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง จึงต้องให้สภานายกพิเศษฯ เป็นผู้ขอเอกสารดังกล่าวไปที่แพทยสภา ดังนั้น การพิจารณาดังกล่าว ถ้าได้เร็วก็จะสามารถเร่งสรุปเรื่องนี้ เพราะมีเวลาทำงานสั้นจึงขอให้แพทยสภาช่วยกรุณารีบส่งเอกสารที่ขอมาเพราะถือเป็นเอกสารที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาของคณะกรรมการฯ จะใช้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจะพิจารณารายบุคคล พบว่ามี 4 รายที่ถูกกล่าวโทษจากแพทยสภา
โดยคณะกรรมการฯ จะเร่งประชุมในสัปดาห์นี้ หรือรอให้แพทยสภาส่งเอกสารที่ขอไปกลับมา ก็อาจจะประชุมในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง แต่ถ้าเอกสารไม่มา คณะกรรมการฯ ก็กำหนดกรอบการประชุมไว้ในวันที่ 26 พ.ค. เวลา 14.00 น. เพื่อสรุปความเห็นของกรรมการแต่ละท่าน ในการพิจารณาข้อกล่าวโทษของผู้ถูกกล่าวโทษแต่ละคนเสนอต่อสภาพิเศษ ส่วนสภานายกพิเศษฯ จะมีความเห็นเหมือนหรือยับยั้งมติของแพทยสภาอย่างไรนั้น ท่านจะเป็นผู้ทำข้อสรุปส่งแพทยสภาไม่เกินวันที่ 29 พ.ค.นี้ ส่วนแพทยสภาจะมีความเห็นตามสภานายกพิเศษฯ หรือมีความเห็นกลับก็ขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งจะมีการออกเสียง 2 ใน 3 ดังนั้นขอให้ประชาชนวางใจได้ว่า ความเห็นของสภานายกพิเศษฯ ไม่ได้เป็นการชี้ขาด แต่ถ้าสภานายกพิเศษฯ จะยับยั้งมติของแพทยสภา ก็ต้องมีเหตุผลให้ว่ายับยั้งเรื่องอะไร พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการฯ ไม่มีหน้าที่ชี้นำความเห็นของสภานายกพิเศษฯ ว่าท่านต้องเห็นตามคณะกรรมการฯ
ยังต้องรอความเห็นของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของ รมว.สาธารณสุข และจะมีผลในทางการเมืองกับคนชื่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”
“ทีมข่าวการเมือง”



