นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 และโยกเงินงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลมีการปรับแผนการใช้เงินงบประมาณดังกล่าวให้เกิดความเหมาะสม เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งการกระตุ้น รวมถึงรองรับผลที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออก และการจ้างงาน เพราะหากการส่งออกได้รับผลกระทบ มียอดส่งออกที่ลดลง จะส่งผลต่อกลุ่มโรงงาน การจ้างงาน และเศรษฐกิจในภาพรวมได้

“เงินจำนวน 1.57 แสนล้านบาท เวลานี้ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม หลังจากนั้นหากในอนาคตเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติจะกลับมาแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ต่อก็สามารถทำได้ เท่ากับว่าเป็นการปรับแผนจากสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องของมาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ ซึ่งเวลานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกและเศรษฐกิจไทย และอาจจะมีความไม่แน่นอน เพราะอยู่ระหว่างการเจรจายังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดังนั้นการที่รัฐบาลต้องปรับแผนเพื่อหางบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจ และรวมถึงการเตรียมการที่จะต้องรองรับถึงมาตรการที่อาจจะได้รับผลกระทบหากเกิดกรณีสงครามการค้า”

ทั้งนี้จะเห็นว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โลก มีการปรับลดลง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ทุกสำนักที่มีความเกี่ยวข้องกับการคาดการณ์เศรษฐกิจมีการปรับลดจีดีพีลงค่อนข้างมาก โดยจีดีพีไตรมาส 1 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศว่า โต 3.1% ถือว่า เกือบต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงความเปราะบาง และปัญหาที่ยังมีอยู่ในระบบ เช่น หนี้ครัวเรือน อีกทั้งไทยยังเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกจำนวนมากและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังคงต้องจับตา เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากยุโรป รวมถึงอิสราเอล อินเดียเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็กังวลว่าเป้าของนักท่องเที่ยวที่วางเป้าหมายไว้ที่ 38-39 ล้านคน อาจจะไปไม่ถึง

“ไทยมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ จึงส่งผลทำให้ทุกสำนักที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์เศรษฐกิจมีการปรับลดจีดีพีลงมามาก อีกทั้งยังคงเป้าจับตาความไม่แน่นอนของการเจรจาเรื่องภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ และกำลังจะครบกำหนด 90 วันที่สหรัฐอเมริกาและจีนมีการผ่อนคลายภาษีนำเข้าระหว่างกัน ซึ่งถือว่ายังมีความเสี่ยงสูงอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีการปรับแผน เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่มีการออกนโยบายเงินดิจิทัลเฟส 3 เพื่อแจกให้กับกลุ่มที่มีอายุ 16-20 ปี ยังไม่มีเรื่องการใช้มาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้”

“สิ่งสำคัญคือจะต้องดูทุกปัจจัย เช่น การเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐจะสามารถลดภาษีนำเข้าได้เหลือเท่าไหร่ และจะต้องมองเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ซึ่งหากได้ปรับลดภาษีเหลือน้อยกว่าไทย ผลกระทบของไทยก็จะรุนแรงมากขึ้น กลับกันหากไทยได้รับการลดภาษีเหลือน้อยกว่าก็จะเป็นสถานการณ์ที่ดี แต่ก็ต้องมาดูด้วยว่าระหว่างสหรัฐกับจีนเมื่อครบกำหนด 90 วันที่มีการผ่อนคลายภาษีระหว่างกันจะเป็นอย่างไร โดยเบื้องต้นทุกสำนักมองว่าปีนี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ”