เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 พ.ค. สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย หรือ (SEA-TH) นำโดยศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายก และนายวัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมฯ ร่วมกันแถลงข่าววิเคราะห์เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม สู่การปรับปรุงกฎหมายในอนาคต


ศ.ดร.อมร ระบุว่า จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้นของสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ คาดว่าจุดที่เริ่มพังถล่มเกิดขึ้นบริเวณ ผนังปล่องลิฟต์ในชั้นล่าง ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นชั้นใด เมื่อโครงสร้างในจุดดังกล่าวขาดความมั่นคง จึงฉุดให้เสาและโครงสร้างหลักของอาคารพังถล่มตามลงมาทั้งหมด โดยลักษณะการถล่ม ถือเป็นการพังทลายแบบยุบตัวลงในแนวดิ่ง ซึ่งแตกต่างจากการพังแบบเฉียงหรือการวิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป


โดยข้อสันนิษฐานสาเหตุที่เป็นไปได้ประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.แรงแผ่นดินไหว ที่มีความรุนแรงและส่งผลสั่นสะเทือนไปถึงประเทศไทย 2.การคำนวณออกแบบอาคาร ที่อาจมีความบกพร่อง เช่น การวางตำแหน่งปล่องลิฟต์ไม่อยู่กึ่งกลาง ส่งผลต่อสมดุลอาคาร 3.ขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งอาจไม่ได้ปฏิบัติตามแบบหรือมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และ 4.คุณภาพวัสดุ ที่ใช้ในงาน เช่น คอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน เหล็กเสริมบกพร่อง หรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์ 


“การหาสาเหตุการพังถล่มต้องอาศัยความรู้ทาง นิติวิศวกรรมศาสตร์ (Forensic Engineering) โดยต้องมีการดำเนินการที่ครอบคลุม ได้แก่  สร้างแบบจำลองจำลองโครงสร้างย้อนกลับ (retrospective modeling) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุจากการออกแบบ เก็บตัวอย่างคอนกรีตจากทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อเทคอนกรีต (Cold Joint) การรักษาวัตถุพยานหน้างานเพื่อรอการพิสูจน์ทางวิศวกรรม โดยอาจต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้าร่วม และการวิเคราะห์แรงสั่นสะเทือนจากข้อมูลสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวจากจุดต่าง ๆ เพื่อเข้าใจลักษณะของแรงที่กระทำต่ออาคาร” 


ศ.ดร.อมร กล่าวต่อไปว่า และจากกรณีที่มีการพังถล่มของอาคาร จนทำให้มีประเด็นปัญหาเรื่องวิศวกรเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นการปลอมลายมือชื่อวิศวกร วิศวกรอายุ 85 ปี ทำการรับรองการคำนวณออกแบบ วิศวกรต่างด้าว เป็นต้น ทางสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องต่อสภาวิศวกร ให้สภาวิศวกรดำเนินการเอาผิดกับวิศวกรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้ร้องเรียน รวมถึงสภาวิศวกรสามารถใช้วิธีกล่าวโทษเพื่อเริ่มกระบวนการจรรยาบรรณต่อวิศวกรที่เกี่ยวข้องได้เลยและควร เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อหาทางออก พิจารณาปัญหานี้และแนวทางป้องกันอย่างเร่งด่วน


นอกจากนี้ ศ.ดร.อมร. ยังได้เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารเพื่อป้องกันเหตุตึกถล่มจากแผ่นดินไหวในอนาคต7 ฉบับ ได้แก่

  1. พ.ร.บ.วิศวกร เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพในการออกแบบอาคารที่รับแรงแผ่นดินไหว เพิ่มโทษการปลอมใบอนุญาต และให้อำนาจพักใช้ใบอนุญาต
  2. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร บังคับให้อาคารราชการต้องขออนุญาตก่อสร้าง ให้มีการตรวจสอบแบบโดยบุคคลอิสระ (Blind Independent Check)  บังคับติดตั้งเครื่องวัดแรงแผ่นดินไหวในอาคารสำคัญ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน
  3. พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณอุตสาหกรรม เพิ่มข้อบังคับใช้มาตรฐาน มอก. สำหรับคอนกรีต เหล็กเสริม อุปกรณ์ต่อเหล็ก
  4. พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนอาคารถล่ม 
  5. พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง บังคับเผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบวัสดุ การแก้แบบ ขึ้นระบบกลางเพื่อตรวจสอบได้
  6. พ.ร.บ.การผังเมือง กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวตามหลัก Microzonation กำหนดมาตรฐานพิเศษสำหรับอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยง 
  7. พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพิ่มเครื่องจักรก่อสร้างสะพานเช่น bridge building, launcher, MSS เป็นต้น กำหนดคุณสมบัติของบุคลากรที่จะปฏิบัติงานในเครื่องจักรเหล่านี้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ยังเสนอว่า หากมีความจำเป็นในการพิจารณา แล้วการเสนอปรับปรุงกฎหมาย 7 ข้อนี้ยังไม่เพียงพอ ควรพิจารณาออก พ.ร.บ.ควบคุมโครงสร้างขนาดใหญ่ใกล้พื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม.