การจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารเมืองนั้นๆ ต้องมีแนวทางในการจัดการและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้น แก้ปัญหาเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุข

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ Crisis Management Conference 2025 เป็นการประชุมมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเมืองสมาชิกในด้านการจัดการวิกฤตและการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ภายใต้ธีม Collaboration for Crisis Management ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของกทม.ในฐานะผู้นำด้านการจัดการภัยพิบัติในภูมิภาค

..ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า เป็นการประชุมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเมืองสำคัญ ของประเทศต่าง ๆ 13 เมืองตามโครงการ Network for Crisis Management ได้แก่ กรุงเดลี, กรุงฮานอย, กรุงจาการ์ตา, กรุงกัวลาลัมเปอร์, ลอนดอน, กรุงมะนิลา, เมืองนิวไทเป, กรุงโซล, สิงคโปร์, เมืองไทเป, กรุงโตเกียว, กรุงอูลานบาตอร์ เมืองย่างกุ้ง รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานจัดการภัยพิบัติในกรุงเทพฯ และเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อหารือแนวทางจัดการวิกฤต และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยเมืองต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นเมืองที่มีความซับซ้อนสูงคล้ายกทม. และเผชิญกับภัยต่างๆที่เหมือนและต่างกัน รวมถึงมีรูปแบบการบริหารจัดการที่ต่างกันด้วย โดยผู้แทนของทุกเมืองจะมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น ปัญหาและวิกฤตที่แต่ละเมืองเผชิญ การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของแต่ละเมือง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับขั้นตอนการบริหารราชการ รวมทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวเพิ่มว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง ทั้งด้านทักษะการกู้ภัย การเรียนรู้และเข้าใจรหัสสื่อสารในการร่วมกู้ภัยกับทีมต่างชาติ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายของไทยให้เป็นไปตามหลักสากลและยืดหยุ่น นอกจากนี้ ยังอาจขยายความร่วมมือด้านการจัดการวิกฤตเมืองไปยังกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น อาเซียนได้ด้วย เพื่อขยายความร่วมมือไปยังเมืองต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค และอาจนำบทเรียนจากไทยเพื่อให้เมืองต่าง ๆ สามารถไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในภูมิภาคได้ด้วย

รวมทั้ง ไทยจะนำประสบการณ์จัดการวิกฤตในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดในการจัดการสถานการณ์ด้วย ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์กับเมืองต่าง ๆ แล้ว ในทางกลับกันไทยอาจได้แนวคิดที่เป็นประโยชน์เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการจัดการภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อให้พร้อมรับภัยพิบัติในอนาคตมากขึ้นด้วย

ด้วยความร่วมมือของสมาชิก The Network และการแบ่งปันความรู้ระหว่างเมือง เราสามารถเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวทางการจัดการภัยพิบัติ และวางแผนพัฒนาเมืองให้มีความยืดหยุ่นและปลอดภัยอย่างยั่งยืน การประชุมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และหวังว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี”

ขณะที่การจัดการรับมือแผ่นดินไหวในอนาคตนั้น รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดประชุมวิชาการโดยมีนักวิชาการจากประเทศญี่ปุ่นมา ซึ่งในส่วนของญี่ปุ่นเองนอกจากเครื่องมือ นวัตกรรมต่างๆแล้วยังมีการพูดถึงเรื่องของประกันภัย การจับสัญญาณอาคาร รวมถึงเรื่องของการบริหารจัดการ community ชุมชนด้วย โดยทางกรมทรัพยากรธรณีเชิญ กทม.ไปร่วมประชุมด้วย จึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

นอกจากนี้ในการหารือร่วมกันในครั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีก็มีความสนใจว่าถึงเวลาที่จะทบทวนโครงสร้างพื้นดินด้านล่างของกทม. สัณฐานหรือองค์ประกอบข้างใต้ดิน เพื่อให้ทราบว่าจุดใดเป็นดินอ่อน ดินแข็ง และจุดใดปลอดภัย ซึ่งโดยปกติทางกรมทรัพยากรธรณีดำเนินการอยู่แล้ว แต่เนื่องจากไม่กีปี่ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวด้านล่างเยอะ จึงขอความร่วมมือจะดำเนินการสำรวจให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าต้นเดือนมิ.ย. นี้จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง โดยอาจจะต้องมีการเชิญหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมประชุมเพิ่มเติมด้วย.

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน