นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ แพลตฟอร์ม หรือเว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และครอบคลุม ซึ่งผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน ประกอบกับผู้ประกอบธุรกิจ ได้มีการพัฒนารูปแบบวิธีการขายที่หลากหลายและแปลกใหม่มากขึ้น จึงมีผู้ประกอบธุรกิจบางรายอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ขายสินค้าราคาถูก ไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ตรงปก ไม่ระบุรายละเอียดของสินค้าให้ชัดเจน ไม่ระบุตัวตนผู้ขายหรือที่อยู่สำหรับการติดต่อได้ในการขายสินค้า รวมถึงไม่มีตัวแทนบริษัทหรือสถานที่ตั้งในประเทศไทย ปัจจุบัน ทาง สคบ. พบว่า มีผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนมากกว่า 18,000 ราย และมีแนวโน้มถูกละเมิดสิทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“สคบ. จึงขอแจ้งเตือนผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เป็นผู้ขายจากต่างประเทศ และที่ไม่มีสถานที่ตั้งหรือตัวแทนในประเทศไทย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ รวมถึงแหล่งที่มาของผู้ประกอบธุรกิจ ว่ามีตัวแทนหรือที่อยู่ติดต่อในประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้า หรือบริการ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจไม่มีตัวแทนหรือสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย มีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจถูกละเมิดสิทธิได้ เช่น ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก สินค้าชำรุดบกพร่อง การขอคืนเงิน และมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในการฟ้องคดีและบังคับคดี เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมีที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ” นายรณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ สคบ. ขอส่งความห่วงใยมายังผู้บริโภค ก่อนซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ขอให้ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และมีที่อยู่ในการติดต่อที่ชัดเจนภายในประเทศ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิในการร้องเรียนหรือดำเนินการทางกฎหมายได้หากเกิดปัญหาขึ้น รวมทั้งควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน การคืนสินค้า และช่องทางการติดต่อของผู้ประกอบธุรกิจ ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน 1166 หรือร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์ www.ocpb.go.th



