ด้วยเร็วๆ นี้ “ทีมข่าวอาชญากรรม” รับทราบข้อมูลน่าสนใจจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกี่ยวกับสถานการณ์แก๊งคอลฯ ที่เริ่มกลับมาสร้างความสูญเสียเงียบๆ อย่างแนบเนียนขึ้นอีกครั้ง โดยปัจจุบันแม้เรื่องราวเปิดฉากจะยังหนีไม่พ้นการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่าง ดีเอสไอ หรือตำรวจ ก่อนขู่เป้าหมายมีประวัติพัวพันคดีฟอกเงินกับคนในข่าว แต่ที่ต้อง “โฟกัส” เพิ่มคือมุกใหม่ที่หลายคนยังไหวตัวไม่ทัน

เมื่อมิจฉาชีพถึงขั้นลงทุนโทรศัพท์ไปแอบอ้างกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดย “สวมรอย” เป็นตัวเหยื่อ มีการแจ้งข้อมูลส่วนตัวได้ครบถ้วนทั้งชื่อ สกุล วัน เดือน ปีเกิด เลขบัตรประชาชน เลขบัญชี ที่อยู่อาศัย เพื่อขอให้ธนาคารรีบ “อายัด” บัญชี หวั่นเงินไหลออกไปปลายทาง และด้วยการยืนยันตัวตนของสถาบันการเงินที่ยังมีช่องโหว่ เมื่อได้ข้อมูลและรับแจ้งความต้องการ ธนาคารจึงอายัดตามคำขอเพราะเชื่อว่าเป็นตัวเจ้าของบัญชี

ทันทีเมื่อมิจฉาชีพรับแจ้งว่าธนาคารอายัดให้แล้ว จึงสบช่องนำไปใช้ประโยชน์สร้างเรื่องข่มขู่ ท้าทายเหยื่อให้ลองทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันจะได้รู้ว่าบัญชีถูกอายัดไว้ตรวจสอบแล้ว ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ เพราะเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันฟอกเงินจริง

กลายเป็นสถานการณ์ “อ้อยเข้าปากช้าง” เพราะเมื่อเหยื่อลองเปิดเข้าแอปธนาคารก็พบว่าไม่สามารถทำธุรกรรมได้จริง เหมือนที่มิจฉาชีพกล่าวอ้าง จนนำมาสู่ขั้นตอนต่อมา เมื่อเหยื่อจำนนด้วยความหวาดกลัวถูกดำเนินคดีฟอกเงิน ยอมโอนเงินทั้งบัญชีไปให้ปลายทางที่มิจฉาชีพแจ้ง เพราะมิจฉาชีพมักใช้กลลวงว่าการโอนเงินของเหยื่อเป็นการโอนเงินไปให้เจ้าหน้าที่ (แท้จริงคือมิจฉาชีพ) ทำการตรวจสอบ หรือเป็นการพักเงินไว้ตรวจ เสร็จแล้วจะโอนคืนเข้าบัญชีให้ทันที

เมื่อเวลาผ่านไป…มิจฉาชีพยังไม่หยุด ซ้ำออกอุบายถามเหยื่อยังมีบัญชีอื่นที่มีเงินอยู่หรือไม่ พร้อมโน้มน้าวคล้ายข่มขู่ผ่านวิดีโอคอล หรือให้ถือสายตลอดเวลาเพื่อควบคุม ให้โอนเงินจากบัญชีอื่นจนเกลี้ยง กว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ไลน์ก็ถูกบล็อก สายก็ถูกตัด ติดต่อกลับไม่ได้ เงินถูกโอนไหลจากบัญชีม้าแถว 1 ไปเป็นทอดๆ ต่อให้โทรศัพท์ไปอายัดบัญชีก็ไม่ทันการณ์แล้ว

ดีเอสไอให้ข้อสังเกตว่า โดยปกติการสอบเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่ไม่สามารถโทรศัพท์ไปขอให้ธนาคารอายัดบัญชีไว้ตรวจสอบได้ทันที แต่ต้องทำหนังสือราชการแจ้งยังธนาคาร จากนั้นธนาคารจึงจะดำเนินการอายัด ดังนั้น แนะนำเหยื่อที่ประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ให้มีสติ อย่าเพิ่งหลงเชื่อคำพูดข่มขู่ของมิจฉาชีพ แต่ให้โทรศัพท์ไปยัง Call Center ของธนาคารถูกแอบอ้างอายัดบัญชี ก่อนแจ้งรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามว่าบัญชีของตนเองถูกอายัดเพราะอะไร และถูกแจ้งอายัดโดยใคร

หากเจ้าหน้าที่ธนาคารตอบกลับว่า “เจ้าของบัญชีเป็นผู้โทรศัพท์มาขออายัดบัญชีเอง” จะชัดเจนว่าบัญชีไม่ได้ถูกอายัดโดยเจ้าหน้าที่อย่างที่ถูกอ้าง จากนั้นให้รีบเดินทางไปยื่นเรื่องปลดการอายัดต่อไป

ทั้งนี้ ให้ข้อมูลถึง “วิธี” ที่มิจฉาชีพมักใช้บ่อยสุด คือ ใช้เบอร์โทรศัพท์คล้ายเบอร์คนทั่วไปติดต่อไปหาเหยื่อ อ้างว่าตัวเองเป็นตำรวจจากหน่วยงานต่างๆ บ้างอ้างเป็นดีเอสไอ แล้วโอนสายไปอีกทอด หลอกล่อให้ “เพิ่มเพื่อน” ในบัญชีไลน์ (Line) ซึ่งใช้โลโก้เป็นดีเอสไอ ต่อด้วยทยอยส่งข้อมูลส่วนตัว พร้อมรูปถ่ายบัตรประชาชน เพื่อทำให้ตายใจว่ามีการตรวจสอบข้อมูลถูกต้อง ก่อนไปสู่ขั้นตอนเชือด ด้วยการข่มขู่ผ่านเอกสารราชการปลอม โดยที่ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจะตรงกับข้อเท็จจริงเกือบทั้งหมด

จากการแกะรอยเหยื่อมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นเหยื่อจริง กับกลุ่มที่เคยพัวพันกับเว็บพนันมาก่อน อาทิ เคยเล่นพนันออนไลน์ ทำให้เมื่อถูกอ้างเรื่องเส้นทางการเงิน จึงมักตกใจกลัวว่าจะเกี่ยวข้อง

ย้ำว่าเจ้าหน้าที่รัฐจริงๆ จะไม่โทรศัพท์ไปขอให้ประชาชนโอนเงินให้ตรวจสอบเด็ดขาด ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลใด เพราะเจ้าหน้าที่จะประสานเป็นเอกสารราชการโดยตรงกับธนาคารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังขอให้ระวังมุกใหม่ คือ ระบบเพิ่มเพื่อน “อัตโนมัติ” ผ่านไลน์ เพราะวันดีคืนดีอาจมีคนแปลกหน้า “กดเพิ่มเพื่อน” แล้วแอบอ้างเป็นคนที่เคยรู้จักมักคุ้น หรืออ้างรู้จัก หรือแจ้งทักผิด แต่เนียนชวนคุย จนหลวมตัวไว้วางใจ ก่อนส่งลิงก์หลอกติดตั้งแอปภายนอกที่อาจทำให้ถูกดูดเงินเกลี้ยงบัญชีได้

ข้อมูลของดีเอสไอ ปัจจุบันในเพจเฟซบุ๊ก พบมีประชาชนส่งข้อความ (Inbox) แจ้งถูกหลอกโอนเงิน ด้วยกลลวงแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจำนวนมาก ดังนั้น แนะให้สังเกตหากถูกดีเอสไอติดต่อว่ามีคดี มีเอกสารอ้างเกี่ยวข้อง แต่งตัวจัดเต็ม โชว์บัตรเจ้าหน้าที่ พูดชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชนถูกต้อง และสุดท้ายวิดีโอคอลหา บอกให้โอนเงินที่มีทั้งหมดไปตรวจสอบ “ให้วางสาย” ทันที เพราะพฤติการณ์นี้มิจฉาชีพ 100% โดยไลน์ที่ถูกต้องของดีเอสไอมีเพียง @dsi.th ที่มีสัญลักษณ์โล่น้ำเงินที่ได้รับรองบัญชีทางการเท่านั้น.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน