กลาย เป็นประเด็นร้อนทันที  หลัง “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้มากบารมีในรัฐบาล ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อบางสำนัก  หลังขอให้ สวมบทเป็นสื่อ เพื่อให้วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะความเป็น พรรคแกนนำรัฐบาล ที่มักต้องคุมกระทรวงสำคัญๆ ไว้ในมือ ทาง พรรคเพื่อไทย (พท.) ควรมีคนของตัวเองไป เป็น รมว.มหาดไทย หรือไม่ว่า  ระบุว่า การนำนโยบายไปถึงประชาชน กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย วันนี้มันไม่ค่อยถึง เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่ค่อยทำเต็มที่ เวลามันเหลือ 2 ปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาดไทย ต้องทำงานให้เต็มที่

โดยเมื่อถามว่า นายทักษิณผ่านการเมืองมาเยอะ และ รู้จักพรรค พท. ดี วิเคราะห์ในฐานะ บก.คนที่ 4 รอบนี้ พรรค พท.จะกล้ายึดหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ผมยัง ไม่ได้ถามหัวหน้าพรรค ถ้าให้วิเคราะห์ก็เป็นเรื่องที่คงต้องพูดกันว่าให้ พรรค พท.เข้าไปทำบ้าง จะได้ทำนโยบายถึงเพื่อประชาชนได้สักที เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว อีก 2 ปีจะเลือกตั้งแล้ว

เมื่อถามว่า ถ้าพรรค พท.เอากระทรวงมหาดไทยมาได้ คิด ในฐานะนักวิเคราะห์ ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ภูมิใจไทย (ภท.) จะกล้าถอนตัวจากรัฐบาล หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า คิดว่า น่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอน  ก็อยู่ด้วยกันมา เมื่อถามว่า แต่ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ นายทักษิณ กล่าวว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถ ควบคุมการตัดสินใจ ของแต่ละพรรคได้ 

อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ  กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ  ออกมาระบุว่า พรรค พท. ควร ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงมหาดไทยมาอยู่ในความดูแลของพรรค พท. โดยนายกฯ ย้อนถามว่า “ใครเป็นคนพูด เดี๋ยว จะต้องขอกลับไปดูก่อน เพราะว่าวันนี้ภารกิจเยอะมาก” เมื่อถามต่อว่าแนวคิดนี้จะทำให้ เกิดแรงกระเพื่อม ทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามอีกว่า “ใครเป็นคนให้สัมภาษณ์นะ” โดยผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า “นายทักษิณ” นายกฯ จึงตอบว่า “อ๋อ เหรอ เดี๋ยว ขอกลับไปฟังก่อนนะ ยังไม่ได้ฟังเลย”

ก่อนหน้านั้น สื่อหลายสำนัก ออกมาคาดการณ์ว่า พรรค พท.ต้องการได้กระทรวงมหาดไทยมาดูแล  เพราะมีผลต่อ การเลือกตั้งครั้งหน้า  และในที่สุดข่าวก็เริ่มเป็นจริง หลังจากนี้ต้องรอดูท่าทีพรรค ภท.  โดยเฉพาะ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย จะมีท่าทีอย่างไร พรรค พท. จะนำเอากระทรวงอะไรมาแลก  ซึ่งทำให้การเมืองมีแรงกระเพื่อมแน่ๆ

ขณะที่วันสุดท้ายของการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569  เชื่อว่าด้วยเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล 322 เสียง  คงไม่น่ามีปัญหา เพราะทุกพรรคร่วมรัฐบาลต่างยืนยัน ไม่มีใครแตกแถว  เพราะเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของทุกกระทรวง  เพื่อนำงบประมาณลงไปผลักดันในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน  และนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง  แต่ที่น่าสนใจคือ การออกมาเปิดเผยของ “อาจารย์แหม่ม” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ออกมาตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามในการลงมติ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ จะได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น จากพรรค กธ.หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ต้องรอดู เมื่อถามอีกว่า จะมีประมาณสักเท่าไหร่ นางนฤมล กล่าวว่า น่าจะ 11 เสียง บวกจากของเดิมที่พรรค กธ.มี 25 เสียง ต่อข้อถามว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะมาโหวต ทิศทางเดียวกับรัฐบาล เลยหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า “ค่ะ” เมื่อถามย้ำว่า นอกจาก 11 เสียง และ 25 เสียงที่พรรค กธ.มีอยู่แล้ว มีโอกาสจะได้เห็นเสียงคนที่จะย้ายมาเพิ่มเติมในการลงมติครั้งนี้ด้วยหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ก็น่าจะมี

เชื่อว่าหลายคนจับมอง 11 เสียงจะมาจาก พรรคการเมืองไหน  ซึ่งถ้าเป็นไปตามข่าวจริง นั่นหมายความว่า พรรค กธ. จะมีเสียงเกิน 30 เสียง  ซึ่งที่ผ่านมามักมีข่าวว่า การที่พรรค กธ. ซึ่งมี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ทำหน้าที่ ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ.  หวังเพิ่มจำนวน สส.ให้มากที่สุด  เพื่อต้องการช่วยแก้ไขปัญหาให้พรรค พท.  หากมีปัญหาขัดแย้งกับพรรค ภท.  จนถึงขั้นทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องถูกปรับออกไป ซึ่งมีอยู่ 69  เสียง รัฐบาลยังสามารถ ทำงานอยู่ต่อไปได้  หรืออาจจะหวังถึงการปรับ ครม. ที่จะเกิดขึ้น  พรรค กธ. อาจได้เก้าอี้เพิ่ม เพราะ ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นมือทำงานการเมืองให้กับ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ  ซึ่งมีการวิเคราะห์ไปถึงขั้นในอนาคตผู้กองคนดัง อาจมีโอกาส ลุ้นเก้าอี้ มท.1

หลังจาก “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ  ได้วีโต้มติแพทยสภา ซึ่งลงโทษแพทย์ 3 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งพำนักที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนที่ตามเรื่องนี้ เพราะนายสมศักดิ์เป็น แกนนำพรรค พท.  ซึ่งถ้าตัดสินใจวีโต้ อาจมีผลกระทบกับสถานะ ความเป็นรัฐมนตรี

ด้าน “พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ” เลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า 12 มิถุนายน 2568 ประชุมกรรมการแพทยสภา ประจำเดือนมิถุนายน 68 กรรมการ จำนวน 70 ท่าน update 29/5/68 โดยกรรมการ จากการเลือกตั้ง 35 คน ตอบรับเข้าประชุม ด้วยตนเอง 35 คน ครบ 100% ครบทุกทีม ส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง 35 คน ตอบรับเข้าประชุม….คน อยู่ระหว่าง คอนเฟิร์มรายบุคคล

ขณะที่ อนุกรรมการบริหาร ทั้งจากกรรมการเลือกตั้งและกรรมการโดยตำแหน่ง เข้าประชุม ครบ 100%

นอกจากนี้ ยังมีการติดแฮชแท็ก #แพทยสภา #เสาหลักจริยธรรมแพทย์ไทย #ยุติธรรม #มั่นคง #เชื่อถือได้ 

ทั้งนี้ ในการประชุม คณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาประเด็นที่นายสมศักดิ์ ในฐานะ สภานายกพิเศษ ได้ยื่นหนังสือ ยับยั้งมติแพทยสภา ให้ลงโทษแพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จาก รพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาตัวที่ ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งนายสมศักดิ์ เห็นด้วยกับมติยกคำร้องแพทย์จำนวน 1 คน และไม่เห็นด้วยกับมติลงโทษตักเตือนแพทย์ 1 คน และ พักใช้ใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพแพทย์ 2 คน ซึ่งหากแพทยสภา ต้องการยืนยัน มติ ต้องใช้เสียง 2 ใน 3   

โดย “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา ทำหนังสือส่งความเห็นวีโต้มติของแพทยสภาลงโทษแพทย์ 3 คน ปมชั้น 14 รพ.ตำรวจว่า  เป็นอำนาจ หน้าที่ของ รมว.สาธารณสุข เมื่อถามว่า มีคนสงสัยไลน์แชตกลุ่มแพทยสภาหลุด นายทักษิณได้มาอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องไปถามคนในกลุ่ม ไม่อย่างนั้น มันไม่หลุดหรอก  ต้องให้บอกชื่อไหม ซึ่งคนที่ตอบกลับในแชตด้วยสติกเกอร์ YES มีตำแหน่งสูงมากในแพทยสภา เมื่อถามว่า ถ้ามีการวีโต้แบบนี้ แต่ทางแพทยสภายืนยัน มติตามเดิมแล้ว จะเป็นอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ว่ากันไปตามกติกา ทุกอย่างมีกติกา

ส่วนที่มีการ เปิดเอกสารวีโต้  จะทำให้แพทยสภากับคณะกรรมการที่นายสมศักดิ์ตั้งขึ้น มีปัญหากัน ในวงการแพทย์หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า หลักการคือถ้าทุกคนเคารพกติกา ไม่มีอคติต่อกัน มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเองก็ไม่มีปัญหา แต่บางที บางครั้งก็เลือกข้าง วันนี้ประเทศไทยเราต้องหยุดเลือกข้างได้แล้ว ต้องมาเลือกข้างประชาชน เลือกข้างประเทศไทยดีกว่า มันจะทำให้ บ้านเมืองสงบเสียที และสื่อทั้งหลายก็เช่นกัน อย่าไปเอาความขัดแย้งมาใช้เยอะ พอเราเสนอ ความขัดแย้งมากๆ คนที่ไม่มีอาชีพก็พลอยมีอาชีพไปด้วย

ด้าน “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันนี้มาถึงจุดที่คนจำนวนมากหลายสิบคนต้องเดือดร้อนจากการ ช่วยเหลือนักโทษคนหนึ่ง ให้ไม่ต้องลำบากอยู่ในเรือนจำ ในอดีต หากใครมีอำนาจ การทำเรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกลไกต่างๆ ในระบบราชการที่อยู่ภายใต้เขา อาจหลับหูหลับตา ช่วยเหลือ โดยคิดว่าอำนาจที่เขามีอยู่จะช่วยค้ำจุนและปกป้อง แต่วันนี้ไม่ใช่ พลังสังคมและพลังแห่งวิชาชีพ กลับตรงไปตรงมา และยิ่งใหญ่กว่า เราจึงเห็นการก่นด่าในช่องทางสื่อสังคม เห็นการสนับสนุนจาก บุคคลในวิชาชีพต่างๆ รวมถึงบรรดาแพทย์อาวุโส ที่ให้กำลังใจต่อแพทยสภาที่กล้าตัดสินอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยกลัวอำนาจทางการเมือง”

ต่อจากนี้ คือการพิสูจน์ว่า ระหว่าง อำนาจทางการเมือง กับความถูกต้อง ความเสมอภาค ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายในบ้านเมืองนี้ อะไรจะเป็นฝ่ายชนะ

เชื่อว่าหลายคนคงจับตามติแพทยสภา จะยืนยันมติเดิมหรือไม่  เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ระหว่างอำนาจทางการเมืองกับความถูกต้องจริงๆ

ทีมข่าวการเมือง