ปฎิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์เทคโนโลยีกำลังเข้ายุคของ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI อย่างเต็มตัว โดยได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายธุรกิจ
คอลัมน์ชีวิตติด TECH สัปดาห์นี้มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานการศึกษา หรือ whitepaper เรื่อง “การประยุกต์ใช้ AI สำหรับภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทย” หรือ Business AI เกิดจากความร่วมมือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) หรือ เอ็ตด้า และเอสเอพี (SAP) ผู้นำตลาดซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ซึ่งได้สำรวจผลกระทบของ AI และสิ่งที่ประเทศไทยสามารถทำได้เพื่อคว้าโอกาสจากเทคโนโลยี เอไอ ที่กำลังมา

“Wolfgang Dierker” หัวหน้าฝ่ายกิจการรัฐบาล และ CSR ระดับโลก ของ SAP บอกว่า เอไอ เป็นนวัตกรรมที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกปัจจุบัน มีการประมาณการว่า Generative AI หรือเอไอที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป เพียงอย่างเดียวสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 2.6 ถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากได้นำเอไอมาใช้ในการดำเนินธุรกิจแล้ว และองค์กรธุรกิจเหล่านี้กำลังมองหาวิธีการอื่นเพื่อจะใช้ศักยภาพของเอไอให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในส่วนของรายได้และกำไร เอไอจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในยุคที่เอไอทำหน้าที่วางรากฐานสำคัญของภาคเศรษฐกิจและสังคม ความเร่งด่วนในการกำหนดหลักการเพื่อกำหนดแนวทางการใช้เอไอเพื่อประโยชน์ของสังคม จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้

“ระบบนิเวศด้านนโยบายและกฎระเบียบในประเทศไทยและอาเซียนกำลังพัฒนาไปอย่างอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการที่จะใช้เอไอ ซึ่งกลยุทธ์เชิงนโยบายและกฎระเบียบที่จะรับประกันความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผ่านเอไอ ประการแรก คือการสร้างแนวทางนโยบายที่แตกต่างสำหรับการใช้เอไอสำหรับภาคธุรกิจ การยอมรับว่าเอไอสำหรับภาคธุรกิจ เป็นเทคโนโลยีหลักที่จะสร้างความแตกต่างให้แก่ธุรกิจได้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพทั้งหมดของเอไอได้ โดยทำให้เกิดผลกระทบในสังคมน้อยที่สุดและได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงที่สุด”
ความคิดดังกล่าวจะทำให้เกิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย ที่จะมาสนับสนุนการใช้เอไอสำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งความแตกต่างระหว่างเอไอสำหรับภาคธุรกิจ และเอไอสำหรับผู้บริโภค มีความจำเป็นที่นโยบายและกฎระเบียบจะต้องสอดคล้องกับความแตกต่างของเอไอทั้งสองประเภทนี้ ที่จะช่วยวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นผู้นำ
ขณะที่ ทาง “ ดร. สลิลธร ทองมีนสุข” นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ บอกว่า เอไอ กำลังจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ GDP โลกเติบโตได้มากถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 73 ขณะที่มูลค่าตลาด เอไอ ในภาคการผลิต จะขยายตัวจาก 5,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 67 ไปสู่มูลค่าประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 77 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 44.2 % ต่อปี

และหากกลับมามองดูในประเทศไทยนั้น คาดการณ์ว่า ตลาด เอไอ ของไทย จะขยายตัวจาก 48,000 ล้านบาทในปี 67 ไปสู่มูลค่า 130,000 ล้านบาทภายในปี 73 เติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี
จากตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า หากมีการนำ เอไอ มาใช้อย่างแพร่หลายในภาคการผลิต ประเทศไทยจะสามารถสร้างฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศในการเป็นเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้ในเวทีโลก
ทั้งนี้มีแนวโน้มการใช้ เอไอ ในภาคธุรกิจในไทยจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าภาพรวมของภาคธุรกิจไทยในปัจจุบันจะมีการนำ เอไอ มาใช้เพียง 18% แต่คาดว่าภาคการผลิตจะมีการนำ เอไอ มาใช้เพิ่มขึ้นถึง 60% ภายในปี 68 นี้
“การนำเอไอมาใช้คาดว่า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ความต้องการเพื่อลดการสูญเสียยอดขายได้ถึง 65% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ 20% ผ่านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรมที่เสริมด้วย เอไอลดเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักรได้ 20% ผ่านการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และลดพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงานได้ถึง 90%”

“ ดร. สลิลธร ทองมีนสุข” บอกต่อว่า แม้ว่า 73% ขององค์กรไทยวางแผนที่จะนำ เอไอ มาใช้ แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของข้อมูล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการประยุกต์ใช้ เอไอ ในภาคการผลิตโดย 65% ขององค์กรการผลิตระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของข้อมูลว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ และ 65% ของผู้ผลิตไทยระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อการนำ เอไอ มาใช้
อย่างไรก็ตามสำหรับ กรอบนโยบายเพื่อส่งเสริมการเติบโต นั้น ในรายงานได้เสนอ แนวทางเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความสำเร็จทั้งในระดับองค์กรและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดตั้งกรอบกำกับดูแล เอไอ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ปรับปรุงข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อขจัดความไม่ชัดเจนในการใช้ เอไอ และผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่านคณะอนุกรรมการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
“การสร้างระบบนิเวศ เอไอ ที่แข็งแกร่งในประเทศไทยต้องเริ่มจากการวางยุทธศาสตร์ด้านการกำกับดูแล เอไอ ทบทวนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และส่งเสริมการทำงานร่วมกันในระดับสากล ภาคธุรกิจจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาเพื่อระบุว่าโซลูชัน เอไอ ใดเหมาะสมกับตนมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจถึงผลตอบแทนจากการลงทุน ที่ดี หากดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำ เอไอ มาใช้ในภาคการผลิต และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว”ดร. สลิลธร ระบุ

อย่างไรก็ตามในส่วนของภาครัฐ ทาง “ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ เอ็ตด้า บอกว่า ประเทศไทย โดยรัฐบาล ได้จัดทำมีแผนเอไอ แล้ว และได้ให้ความสำคัญกับการดูแลการใช้งาน เอไอ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มีกฎหมายดุแลข้อมูลส่วนบุคคล และดูแลเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไม่ให้รั่วไหลและถุกโจมตี ขณะที่ยังมีกฎหมายที่กำลังจัดทำคือเรื่อง ดาต้า แชร์ริ่ง เพื่อให้มีการแชร์ข้อมูลที่ดีขึ้นและมีธรรมาภิบาล อะไรทำได้หรือไม่ได้
ขณะที่กฎหมายเกี่ยวกับ เอไอ กำลังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดนส่วนใหญ่มองว่าควรจะมีแต่ไม่เข้มงวดจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้และพัฒนา ซึ่ง ร่าง ก.ม.ฉบับนี้จะเน้นการส่งเสริม และมีความเสี่ยงอะไรในการใช้
การจัดทำรายงานนี้จะเป็นแนวทางช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประยุกต์ใช้เอไอได้มากขึ้น!!
Cyber Daily



