สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า แนวทางที่ระบุในเอกสารภายในของรูบิโอ ที่ส่งไปยังสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลสหรัฐทั่วโลก ถือเป็นการนำร่องสำหรับแผนการในอนาคต หลังมีการสั่งระงับการสัมภาษณ์ขอวีซ่านักเรียน เพื่อเตรียมยกระดับวิธีการคัดกรองผู้สมัคร ที่อาจมีความเสี่ยง “เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ”
เอกสารดังกล่าวสั่งการให้มีขั้นตอนใหม่ สำหรับการตรวจสอบชาวต่างชาติทุกคน ซึ่งยื่นขอวีซ่า แล้วต้องการเดินทางมายังมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่คาดว่าจะมาสมัครเรียน นักศึกษา คณาจารย์ พนักงาน ผู้รับเหมา วิทยากรรับเชิญ และนักท่องเที่ยว หลังรัฐบาลวอชิงตันพยายามห้ามไม่ให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับนักศึกษาต่างชาติ แต่การตัดสินใจดังกล่าวถูกระงับโดยศาล
รูบิโอกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กงสุลต้องตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ขอวีซ่า ที่มีแนวโน้มจะสมัครเรียน และสั่งให้ตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์สามารถเห็นเนื้อหาทั้งหมดได้ และเจ้าของบัญชีอาจถูกปฏิเสธวีซ่า หากพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นกับบัญชีของตัวเอง ซึ่งในที่นี้รวมถึงการไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์ การใช้บัญชีแบบส่วนตัว หรือการตั้งค่าให้มีการเปิดเผยอย่างจำกัด
นายเกร็ก ลูเกียนอฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิเพื่อสิทธิส่วนบุคคลและการแสดงออก กล่าวกับ “ดิ แอตแลนติก” ว่า การกระทำของรัฐบาลที่มีต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้น “เลวร้ายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ” และเขาไม่เคยเชื่อเลยว่า ผู้คนจะเดือดร้อนจากการโพสต์และพูดในสิ่งที่รัฐบาลไม่ชอบ แต่ในทางกลับกัน เมื่อคุณไม่เปิดเผย หรือพยายามทำให้เป็นความลับ “ก็อาจเดือดร้อนอยู่ดี”
ด้านมูลนิธิพรมแดนอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอฟเอฟ) ซึ่งเป็นองค์กรทนายความสาธารณะ ที่สนับสนุนสิทธิบนโลกดิจิทัล ให้ความเห็นว่า การลงโทษนักศึกษาต่างชาติ หรือผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นนักศึกษาต่างชาติ จากการไม่ใช้โซเชียลมีเดีย หรือตั้งค่าเป็นส่วนตัว ถือเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร.
เครดิตภาพ : AFP



