สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่า นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา กล่าวถึงการที่สหรัฐขึ้นอัตราภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 50% จากเดิม 25% มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าเป็นมาตรการที่ “ไม่มีความชอบธรรมและผิดกฎหมาย” มาตรการเหล่านี้ส่งผลเสียไม่เพียงแต่เฉพาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ แต่ยังรวมถึงแคนาดาด้วย
ทั้งนี้ คาร์นีย์ยืนยันว่า แคนาดาซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปยังสหรัฐมากที่สุด “จะใช้เวลาไม่นานนัก ในการกำหนดมาตรการตอบโต้” เมื่อปีที่แล้ว แคนาดาส่งออกเหล็ก 5.95 ล้านตัน และอะลูมิเนียม 3.15 ล้านตันไปยังสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ
Canada prepping US tariff 'REPRISALS' if talks with Trump’s team break down
— RT (@RT_com) June 4, 2025
PM Carney says steel/aluminum tariffs 'unlawful, unjustified, illogical' https://t.co/cSxX4fhL3N pic.twitter.com/qexjLtblq9
หลายฝ่ายเชื่อว่า การกำหนดกำแพงภาษีครั้งนี้ พุ่งเป้าตรงไปที่จีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของโลก ทว่าในความเป็นจริง จีนไม่ส่งออกสินค้าดังกล่าวมายังอเมริกาโดยตรง ส่วนใหญ่ผ่านการแปรรูปในประเทศที่สาม ก่อนส่งออกสู่สหรัฐ
ขณะเดียวกัน จริงอยู่ที่กำแพงภาษีจะทำให้ผู้ผลิตในประเทศได้เปรียบ เนื่องจากทำให้การนำเข้าลดลงชั่วคราว และเป็นการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ แต่ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องนำเข้าสินค้าเหล่านี้ อีกทั้งกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่ทรัมป์เคยใช้มาแล้ว เมื่อปี 2561 จุดชนวนให้นานาประเทศเพิ่มกำแพงภาษีกับสินค้าของสหรัฐเพื่อตอบโต้.
เครดิตภาพ : AFP



