สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ว่าศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ ( เซนต์คอม ) รายงานว่า กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีแหล่งจัดเก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่ง ในพื้นที่ทางตอนใต้อขงอิหร่าน เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือบรรทุกสินค้า “เอเวอร์ เลิฟลี” ติดธงชาติสิงคโปร์ ในช่องแคบฮอร์มุซ


ขณะที่แถลงการณ์โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) ระบุว่า มีการโจมตีฐานที่ตั้งทางทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้การโจมตีดังกล่าว พร้อมเตือนว่า หากสหรัฐเปิดฉากโจมตีอีก การตอบโต้ของอิหร่านจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม และย้ำว่า บันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) ที่ลงนามร่วมกัน กำหนดให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ


ด้านรองประธานาธิบดีเจ.ดี.แวนซ์ กล่าวว่า สหรัฐปฏิบัติตามเอ็มโอยูมาตลอด นับตั้งแต่มีการลงนามเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา หากอิหร่านไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วยตรงส่วนไหน สามารถติดต่อสอบถามได้ตลอด แต่ “การใช้ความรุนแรงย่อมถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง”


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของช่องแคบฮอร์มุซในภาพรวมมีความผ่อนคลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยข้อมูลติดตามการเดินเรือจากบริษัทหลายแห่ง เผยให้เห็นว่า บริษัทซาอุดี อารามโก กลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันดิบที่สถานีราส ตานูรา ในอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง หลังหยุดไปนานเกือบ 4 เดือน และการขนส่งปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีอัตราเพิ่มขึ้นเช่นกัน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS