จากกรณีเกิดเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้พื้นที่ป่าตะวันออก ปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่พิพาทบริเวณรอบปราสาทโบราณ เช่น ปราสาทตาเมือนธม และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แม้ศาลโลกเคยตัดสินให้ “ตัวปราสาทพระวิหาร” เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังคงไม่มีการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อขัดแย้งต่อเนื่อง และเมื่อ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีต ผอ.สำนักอุทยานฯ โพสต์ข้อความชาตินิยม “ถ้าแผ่นดินตรงนั้นไม่ใช่ของไทย แล้วเขมรต้องติดคุกไทยทำไม” กลายเป็นจุดตั้งคำถามเรื่องอธิปไตย และสิทธิการใช้ทรัพยากรข้ามแดน ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันใช้การเจรจาเป็นหลัก ขณะกัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อศาลโลกอีกครั้ง ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้ ‘ชัยวัฒน์’ แฉหมดเปลือกเล่ห์เขมร ลั่นถ้าไม่ใช่แผ่นดินเรา เขมรจะมาติดคุกไทยทำไม
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการ Dailynews Talk ออกอากาศพร้อมการดำเนินรายการโดยพิธีกรประจำ “คุณไพรัช มิ่งขวัญ” ซึ่งในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษ “นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ได้มาร่วมพูดคุยในประเด็นของการบุกรุกป่าตามเขตแนวชายแดน พร้อมเปิดภาพหลักฐานใหม่ งัดแผนที่ตัว ก. เพื่อชี้ชัดว่าเป็นแผ่นดินไทย

โดยคุณชัยวัฒน์ เปิดใจในรายการว่า “ในช่วงปี 2554-2556 ตนมีบทบาทสำคัญในชุดปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูง ซึ่งในขณะนั้น ตนต้องลงพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานถึง 2-3 เดือนต่อครั้ง ต่อมาในปี 2561 ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) และในปี 2562-2567 ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) และจากประสบการณ์ทำงานในพื้นที่อนุรักษ์แนวชายแดน ตนเริ่มเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณอุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา และเมื่อเลื่อนขึ้นไปยัง จังหวัดสุรินทร์ ก็เข้าสู่เขตรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อีกทั้งพื้นที่เหล่านี้ รวมถึงจังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ต่างก็มีแนวเขตติดชายแดนกัมพูชา”
นอกจากนี้ “หากมองจากฝั่งจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นไปทางทิศเหนือหรือบริเวณตรีมุข ก็จะเป็นพื้นที่ติดกับประเทศลาว แต่กลุ่มป่าที่เป็นรอยต่อเขมร คือ กลุ่มป่าพนมดงรัก โดยในภารกิจปราบปรามขบวนการค้าไม้พะยูง ตนเคยลงพื้นที่ลาดตระเวนในหลายจุดตามแนวชายแดน เช่น ช่องบก, ตรีมุข, เนิน 500 ไปจนถึงบริเวณรวงผึ้ง โดยทุกครั้งที่ปฏิบัติการ จะมีการไล่ตรวจและปราบปรามกลุ่มลักลอบตัดไม้พะยูงตลอดแนวพื้นที่ และในช่วงนั้น มีทีมปฏิบัติการหลายชุดรวมกันกว่า 2,000-3,000 คน เข้าร่วมภารกิจ โดยปฏิบัติการตั้งแต่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ไปจนถึงเขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบไม้พะยูงจำนวนมาก”
อย่างไรก็ตาม “พื้นที่เหล่านี้กลับเป็นเป้าหมายของกลุ่มคาราวานลักลอบตัดไม้จากฝั่งกัมพูชา ซึ่งบางครั้งมีจำนวนตั้งแต่ 60-300 คน ต่อขบวน พวกเขาลอบเข้ามาตัดไม้พะยูงอย่างรวดเร็ว จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปิดเส้นทางลำเลียงได้ทัน ส่งผลให้ไม้พะยูงในพื้นที่แทบหมดสิ้น และขณะเดียวกันเมื่อเกิดการเผชิญหน้า หรือปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มคาราวาน ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”

อีกทั้ง “หากดูจากแผนที่ จะเห็นว่าบริเวณเส้นสีแดง คือ แนวเขตที่มีการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ แล้วส่วนเส้นสีน้ำเงิน แม้จะยังไม่ได้มีการปักปันแนวเขตอย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าเป็นแนวพรมแดนตามธรรมชาติ ที่เรียกกันว่าสันปันน้ำ ซึ่งเป็นแนวสันเขาที่แบ่งการไหลของน้ำระหว่างสองฝั่งประเทศ จากภูมิประเทศจะเห็นว่า แผ่นดินฝั่งประเทศไทยจะยกตัวสูงกว่าฝั่งกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้แนวพรมแดนตามธรรมชาตินั้น อยู่บนพื้นที่สูงฝั่งไทย สำหรับช่องบกเป็นจุดที่ใช้แบ่งเขตแดนระหว่าง ประเทศไทย, กัมพูชา และยังเชื่อมโยงไปถึงประเทศลาวอีกด้วย”

นอกจากนี้ “จังหวัดสุรินทร์มีการปักปันเขตแดนแล้ว จะมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เป็นพื้นที่อนุรักษ์หลัก ส่วนจังหวัดศรีสะเกษจะมีพื้นที่อนุรักษ์สำคัญ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นจุดที่ไทยเคยเสียดินแดนให้กัมพูชา ถัดไปคือ จังหวัดอุบลราชธานี มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และเชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ซึ่งเป็นที่ตั้งของช่องบก โดยจะเป็นจุดผ่านแดนสำคัญ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดนี้ ถูกกำหนดไว้ในผังการใช้ที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกาอย่างเป็นทางการ”
อีกทั้ง “การจับกุมผู้ต้องหาเป็นไปอย่างถูกต้อง เนื่องจากใช้ระบบ GPS ซึ่งอ้างอิงจากสัญญาณดาวเทียม ยืนยันได้ชัดว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตแผ่นดินไทย โดยเฉพาะบริเวณช่องบก ที่แม้ว่าจะมีการอ้างสิทธิจากอีกฝ่ายว่าเป็นพื้นที่ของตน แต่ที่ผ่านมา ตนได้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกรายแล้ว”
จนกระทั่ง “จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณป่าพลาญเนิน 382 หรือที่เรียกว่าช่องบก (ตรีมุข) ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง ไทย, กัมพูชา และลาว โดยถือเป็นจุดที่ทั้ง 3 ประเทศ ยอมรับร่วมกันในฐานะแนวเขต จุดที่มีสัญลักษณ์ดาวหลายดวงบนแผนที่ คือ บริเวณที่ตนเคยดำเนินคดีจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงมาแล้ว ส่วนในพื้นที่ช่องบก แม้จะมีการจับกุมเกิดขึ้น แต่ไม่เคยมีการทักท้วงจากฝั่งใดว่าเป็นพื้นที่ของตน หรือเป็นบ้านของใคร ทั้งที่เป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ไทยเข้าไปปฏิบัติการตามกฎหมาย”

“ในแต่ละครั้งที่กลุ่มลักลอบค้าไม้พะยูงข้ามแดน จะมีระบบคุ้มกันทั้งหัวและท้ายขบวน บางรายใช้รถเข็นสองล้อบรรทุกไม้ท่อนยาว หรือแบกไม้พะยูงไว้บนบ่า ขนข้ามพรมแดนเข้ามา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำกันเป็นระบบ มีการขายไม้เป็นกิโลกรัม และที่สำคัญ คือ รู้ว่าผิดกฎหมายแต่ก็ยังลักลอบเข้ามา”

อีกทั้ง “ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่สำคัญที่ยังคงมีไม้พะยูงเหลืออยู่ ตนอยากเชิญสื่อมวลชนและผู้บริหารระดับประเทศลงพื้นที่ เพื่อเห็นปัญหาด้วยตนเอง และร่วมกันคุ้มครองไม้พะยูงที่เหลือ ที่ผ่านมาบริเวณนี้เคยเกิดเหตุลักลอบตัดไม้ โดยคนร้ายสามารถขนไม้พะยูงออกไปได้ 1 ต้น แต่ตนและลูกน้องไล่ติดตามทัน โชคดีที่ไม่ถูกกับดักระเบิดที่ฝังไว้ในเส้นทางหลบหนี นอกจากนี้ พื้นที่รอยต่อนี้ ควรมีการสร้างบังเกอร์และจุดเฝ้าระวัง (คูเลต) เพื่อป้องกันและจับตาการลักลอบตัดไม้ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ”


อีกทั้ง “ระหว่างที่ตนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน ได้ถ่ายภาพแนวรุกของทหารกัมพูชา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา จุดที่พบอยู่บริเวณที่เรียกว่า “ก.ไก่” โดยขณะนั้นมีทหารไทยและเจ้าหน้าที่ห้วยศาลา ก็ลาดตระเวนเช่นกัน เมื่อพบฐานทหารเขมร ตนจึงลงจากเฮลิคอปเตอร์ พร้อมกับหน่วยค่ายสุรนารีและทหารพราน ที่ลงมาคุ้มกัน และจุดที่เฮลิคอปเตอร์บินผ่าน เรียกว่าจุด 38 แต่ในระหว่างการเจรจา กลุ่มที่เข้ามาทำไม้ไม่เคยยอมถอย และปัจจุบันก็ยังตั้งฐานอยู่ที่เดิม จึงเห็นว่าจำเป็นต้องออกจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่ชัดเจน”
อย่างไรก็ตาม “สำหรับชาวบ้านชายแดนหลายคนต้องสั่งเสียครอบครัวก่อนออกจากบ้านว่า “อาจไม่ได้กลับมา” เพราะหากไม่เจอทหารเขมร หรือกลุ่มลักลอบตัดไม้พะยูง ก็อาจเจอกับระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวป่า ปัญหาคือการสั่งการในพื้นที่ยังไม่เด็ดขาด ไม่มีแนวทางหรือสิ่งปลูกสร้างถาวร ที่ยืนยันอธิปไตยของไทยในผืนป่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานก็ไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน และถ้าฝ่ายนโยบายยังนิ่งอยู่ อีก 1 ปีข้างหน้าจะเสียเงินเเผ่นดินแน่นอน”









