ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้ง หนึ่งในข้อกังวลของปัญหา แต่ยังไม่ถูก “โฟกัส” มากนักคือ “ความอ่อนล้า” และ “การหลับใน” ของคนขับ ซึ่งเชื่อมโยงกับ “ชั่วโมงการทำงาน”

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) สะท้อนปัญหาอุบัติเหตุรถใหญ่ที่เกี่ยวพันกับความอ่อนล้า และหลับในว่าเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องหยิบยกขึ้นหารือความเป็นไปได้ในการมีระบบกำกับ ดูแลที่เข้มข้นขึ้นทั้งเชิงรับและเชิงรุก

ในแง่เชิงรุก ปัจจุบันมี ระบบจีพีเอส (GPS) เพื่อตรวจสอบจำนวนชั่วโมงทำงานของคนขับ หากยังเคลื่อนไหวแสดงว่าไม่พัก แต่จุดนี้ยังมีช่องโหว่การมอนิเตอร์ เพื่อติดตามผล ขณะเดียวกันยังมีการสร้างระบบ Transport Safety Manager (TSM) หรือ การจัดการความปลอดภัยทางถนน ทำให้เกิดการกำกับ การอบรมเรื่องความปลอดภัยคนขับ ชั่วโมงการทำงาน การตรวจแอลกอฮอล์ ซึ่งหากทำให้ระบบดังกล่าวมีบทบาทมากขึ้น จะเพิ่มความรับผิดชอบ

“โดยเฉพาะโยงความรับผิดชอบไปถึงผู้ประกอบการ หรือ เจ้าของ เพราะหากยังจบที่คนขับประมาท เจ้าของรถจะมองว่าตัวเองไม่ได้รับผลกระทบ และที่สำคัญนอกจากมีระบบ คือ ต้องมอนิเตอร์และตรวจสอบผลลัพธ์ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนขณะนี้ด้วย”

ผู้จัดการ ศวปถ. ยกตัวอย่างแนวทางที่เห็นผลลัพธ์ดีขึ้นของญี่ปุ่น ในกรณีคนขับมีพฤติกรรมเมาแล้วขับ รถจะถูกสั่งหยุดวิ่งเป็นเวลา 100 วัน แปลว่าเจ้าของรถต้องมีส่วนเข้ามากำกับดูแล ไม่ให้ผู้รับจ้างกล้าเมาขับ เหมือนเป็นการบังคับให้เจ้าของต้องมีบทบาทร่วมด้วย

กลับกันในไทยประเด็นนี้ยังเป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้การตรวจสอบ การกำกับความเสี่ยงเหล่านี้ ต้องโยงความรับผิดชอบไปที่เจ้าของให้ได้ด้วย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับความแตกต่างของการปรับแก้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนว่าในญี่ปุ่น หากเป็นเรื่องลักษณะนี้ จะทำได้ไม่ยาก มีกระบวนการสั้น ต่างจากไทยที่ต้องใช้ระยะเวลาและมีกระบวนการแก้ไขที่นานกว่า

เบื้องต้นจึงมองว่าการแก้ไขในส่วนกฎกระทรวง อาจมีความเป็นไปได้เร็วสุด ด้วยการทบทวนกฎกระทรวงหรือข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะปรับให้สถานประกอบการเพิ่มบทบาทในส่วนนี้ได้หรือไม่

ขณะที่ความจำเป็นของเชิงรับ ผู้จัดการ ศวปถ. ย้ำเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดแล้วจะไม่รุนแรง รวมถึงสามารถสืบค้นได้ การตรวจสอบชั่วโมงทำงานควรเป็นเรื่องสำคัญที่ตรวจสอบได้ง่าย ไม่เป็นภาระ โดยเสนอให้พนักงานสอบสวนมีตัวช่วย ด้วยการให้รถทุกคันต้องมี Logbook พร้อมเปรียบเทียบในต่างประเทศก็มีระบบสืบค้นชั่วโมงการทำงาน หรือการนิ่งของรถได้ โดยที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องยุ่งยากไปสอบถาม คล้ายกับการมี “กล่องดำ” ในเครื่องบิน

“ต้องมีเชิงรับด้วย ตัวอย่างญี่ปุ่นชี้ชัด พอบทลงโทษถึงเจ้าของก็เอาอยู่ ดังนั้น จะทำยังไงให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนต้องผ่านตัวแปรนี้บ้าง ไม่ให้มีภาระมากเกินไป”

ผู้จัดการ ศวปถ. ทิ้งท้ายความคืบหน้าเพิ่มเติมของญี่ปุ่นว่า เตรียมเพิ่มโทษในกลุ่มนี้หนักขึ้นกว่าเดิม หลังเคยเพิ่มโทษเพื่อปราบปรามพฤติกรรมเมาขับ โดยระงับการวิ่งรถบรรทุก เป็นเวลา 100 วัน ส่งผลให้จำนวนอุบัติเหตุจากคนขับรถบรรทุกที่เมาแล้วขับลดลงต่อเนื่อง เหลือเพียง 30-50 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2012

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มจะลดลง แต่ญี่ปุ่นยังคงมีความเข้มงวดในการบังคับใช้ โดยอยู่ระหว่างมีการเพิ่มโทษสั่งห้ามรถบรรทุกออกวิ่งเป็นคันละ 200 วันด้วย

หากต้องการแก้ปัญหาเดิมๆ การเพิ่มกลไก หรือบทบาทใหม่ๆ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีทางหนึ่ง เมื่อปัจจัยความสูญเสียบางเรื่องสามารถกำกับ ควบคุมให้ดีขึ้นได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน