ในชีวิตประจำวันนอกจากการพูด ภาษาท่าทางที่แสดงออกผ่านสีหน้า สายตา การใช้น้ำเสียงฯลฯ มีบทบาทสำคัญซ่อนความลับการสื่อสาร ทั้งนี้นำเรื่องน่ารู้ ชวนทำความเข้าใจภาษากาย ถอดรหัสการสื่อสารที่ทรงพลัง โดย ดร.นเรศ กันธะวงค์ รองคณบดีฝ่ายวางแผน คณะศิลปศาสตร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา อาจารย์ประจำรายวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และกรรมการบริหารสมาคมจิตวิทยาการแนะแนวแห่งประเทศไทยให้ความรู้ พาค้นความสำคัญ บทบาทภาษากาย

“ ภาษากายสื่อความหมายมากมาย เปรียบเหมือนประตูบานแรกที่จะสร้างสัมพันธภาพ ไม่ว่าจะเป็นสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน คนรัก คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานโดยภาษากายไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด หรือพูดออกมา ภาษากายปรากฏออกมาได้ทั้งทางสีหน้า การเคลื่อนไหวร่างกาย การเคลื่อนไหวสายตา หรือในรูปแบบพฤติกรรม หรือเรื่องระยะห่างระหว่างบุคคล ฯลฯ ซึ่งสังเกตและทำให้แปลความหมายอะไรบางอย่างออกมาได้จากสิ่งที่แสดงออก”
ภาษากาย จึงเป็นภาษาที่มีบทบาทสำคัญ โดยนักวิชาการหลายท่านให้คะแนนภาษากายโดยมีบทบาทสำคัญช่วยสื่อสาร ให้บุคคลอื่นเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเรา โดยที่เราไม่ต้องพูด หรือบางครั้งตัวเราเองก็เป็นผู้รับสาร สังเกตภาษากาย รับรู้ความรู้สึก เข้าใจอะไรบางอย่าง โดยที่ผู้สนทนาไม่ต้องพูดออกมา

นักจิตวิทยาการปรึกษา อาจารย์ประจำรายวิชาจิตวิทยา ดร.นเรศ อธิบายอีกว่า มีคีย์เวิร์ดหนึ่งที่น่าฟังสำหรับภาษากาย ภาษาท่าทางของคนเรามันพูดอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั้งขณะที่เรากำลังเงียบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าเวลาที่เราเครียด มีความวิตกกังวล หรือขณะที่เรากำลังมีความสุข ก็จะปรากฏออกมา โดยโกหกไม่ได้
” ภาษากาย ภาษาที่ไร้เสียงแต่ทว่าทรงพลังและมีความลึกซึ้ง มีความจริงใจอย่างที่สุด ทั้งนี้เพราะภาษากาย คือเสียงสะท้อนของจิตใจ หลายครั้งที่เราพยายามทำความเข้าใจคน เราอาจฟังแต่คำพูด แต่บางทีก็อาจย้อนแย้งกับภาษากาย อย่าเช่น เขาบอกเราว่ากำลังมีความสุข แต่ใบหน้าเศร้า แววตาดูหม่นหมอง ฯลฯ ก็ทำให้เห็นชัดว่าน่าจะไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ข้างใน โดยเราอาจช่วยเขาได้ เปิดประเด็นสนทนาหรือค่อยๆเคาะประตูใจของเขาออกมา เพื่อพูดคุยกันมากขึ้น”

ดร.นเรศ อธิบายเพิ่มอีกว่า ความสำคัญของ”ภาษากาย”มีไม่น้อยไปกว่าความสำคัญของ”ภาษาพูด” ภาษากายสามารถทำให้การสื่อสารครั้งนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือบางครั้งในบางสถานการณ์ที่เราไม่สามารถเปล่งเสียงได้ เราอาจใช้สัญลักษณ์มือ เพื่อสะท้อนว่าเรากำลังไม่สบายใจ หรืออยู่ในภาวะอันตราย หรืออยู่ในภาวะกดดัน เกิดเหตุร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะสื่อสารให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ฯลฯ โดยส่วนหนึ่งนี้เป็นประโยชน์จากภาษากาย หากมีความเข้าใจและเรียนรู้
“ บางครั้งภาษากายก็เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสัมพันธภาพ ตลอดจนภาษากายเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอ จูงใจ อย่างเช่น การพูดบนเวที หากเรามีรูปแบบภาษากายร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจ รับรู้อารมณ์ความรู้สึกชัดเจนขึ้น จะเห็นได้ว่าภาษากายสามารถต่อยอดขยายความ พัฒนาต่อไปได้หลายมิติ

ภาษากายสามารถสะท้อน แปลความหมายอะไรๆได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหมายในด้านอารมณ์ความรู้สึก อย่างเช่น การ ยิ้ม แน่นอนว่าแปลความได้ถึงความพอใจ มีความสุข ขณะเดียวกันการ ขมวดคิ้ว สะท้อนได้ถึงอารมณ์ไม่พอใจ กังวล ฯลฯ ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง ภาษากายสะท้อนหาเจตนาและความตั้งใจอะไรบางอย่างของเรา อย่างเช่น การเมินหน้า ก้มดูนาฬิกา แปลได้ว่า ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ นอกจากนี้ภาษากายยังสะท้อนถึงความมั่นใจ อย่างเช่น การยืนตรง การสบตา ต่างกับ การยืนห่อไหล่ ก้มหน้า หลบสายตา หรือการพูดเบา ฟังไม่ชัดเจนก็ทำให้แปลความได้ถึงความไม่มั่นใจ ประหม่า เป็นต้น
ภาษากายยังมองได้ถึง ความสัมพันธ์ สะท้อนสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อย่าง การแตะไหล่เบาๆ จับมือ ขณะที่เพื่อนกำลังมีความเศร้าและมาขอปรึกษา การสื่อสารด้วยภาษากายดังกล่าวบ่งบอกความหมายได้ชัดเจน โดยไม่ต้องพูดอะไร สิ่งเหล่านี้สะท้องถึงความห่วงใย ความอุ่นใจให้รับรู้ ตลอดจนสามารถสะท้อนหาความขัดแย้ง ดังที่กล่าว การบอกว่าสบายดี แต่ร่างกายที่ปรากฏกลับหน้าซีด เหงื่อออก ก็ทำให้รับรู้ได้ถึงคำพูดนั้นไม่ตรงกับความรู้สึก ฯลฯ โดยที่กล่าวมาเป็นภาษากายที่สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาโดยที่เราไม่ต้องพูด แต่อยู่ที่ร่างกายแสดงออก เป็นความทรงพลังที่ไม่ต้องพูด
“ภาษากายเป็นการสื่อสารที่ส่งพลังอย่างหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ การกลับมาศึกษาทำความเข้าใจการสื่อสารภาษากาย จะทำให้มีความเข้าใจอย่างลุ่มลึกขึ้น ขณะเดียวกันทำให้เราแปลความหมาย และกลับมาจัดวางตนเองได้ดีขึ้น ทำให้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง พัฒนารูปแบบการสื่อสารกับอีกฝ่ายหนึ่ง ดียิ่งขึ้น “

นักจิตวิทยาการปรึกษา อาจารย์ประจำรายวิชาจิตวิทยา ดร.นเรศให้ความรู้เพิ่ม สำหรับรูปแบบภาษากายที่อยากแบ่งปันครั้งนี้ขอแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบภาษากายที่สื่อความหมายในเชิงบวก รูปแบบภาษากายที่สื่อความหมายในเชิงลบ และ รูปแบบภาษากายที่สื่อความหมาย หรือสะท้อนในลักษณะของอารมณ์ เพื่อง่ายต่อการวางแผน นำมาพัฒนาตัวเอง อย่างเช่น เรากำลังสื่อสารภาษากายในเชิงลบอยู่หรือไม่ โดยที่อาจไม่รูตัว หรือคนที่เรากำลังฟัง สื่อสารกับเรากำลังสะท้อนอะไร รู้สึกอะไรหรือไม่ ฯลฯ ทำให้เข้าใจความรู้สึก เข้าไปนั่งในใจเขาได้ง่ายขึ้น เข้าใจความต้องการได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจ สร้างแรงจูงใจ หรือการพูดคุยครั้งนั้นมีความสำเร็จ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฯลฯ
สำหรับเทคนิคที่จะพัฒนาตนเองให้มีลักษณะการสื่อสารเชิงบวก อย่างเช่น ยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาที่เราจะสื่อสารกับใคร พูดคุยกับใคร การยิ้มแย้มอย่างจริงใจ ซึ่งแปลความหมายได้ถึงความเป็นมิตร เปิดใจ รู้สึกถึงปลอดภัย ฯลฯ สบตาอย่างเหมาะสม อย่างเวลาพูดคุย การมองหน้าสบตา มองอย่างอ่อนโยน มีอายคอนแทคต่อกันแบบสุภาพ ฯลฯ จะทำให้รับรู้ว่าเรากำลังสนใจกับเรื่องที่กำลังสนทนาร่วมกันอยู่

การพยักหน้า พยักหน้าเบาๆก็สะท้อนแปลความหมายได้ว่า รับฟังอยู่ เข้าใจสิ่งที่สนทนากันอยู่ หรือ การยืน การนั่งตัวตรง ก็สื่อสาร แสดงถึงความมั่นใจ มีความพร้อมในการให้สื่อสาร หรือ การเคลื่อนไหวอย่างสงบ ไม่กระวนกระวาย มือไม่สั่นจนเกินไป เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสุขุม อย่างเช่น ขณะที่นั่งประชุม เปลี่ยนอริยาบทด้วยความสุขุมนุ่มนวล ไม่เกร็ง ฯลฯ ก็ทำให้ดูน่าเชื่อถือ มั่นใจ ส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างมาคือ ภาษากายเชิงบวกที่ทำให้คนที่รับฟังเรา เชื่อถือไว้วางใจกับสิ่งที่นำเสนอ รู้สึกปลอดภัยต่อที่จะเริ่มต้นสัมพันธภาพกับเรา
ที่สำคัญ การสื่อสารในลักษณะภาษากายเชิงบวก เป็นการเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสัมภาษณ์งาน การเจรจาต่อรอง การนำเสนอต่างๆ ที่สำคัญการสื่อสารภาษากายเชิงบวกจะช่วยลดความขัดแยง และสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรในองค์กรได้อีกเช่นกัน
สำหรับ ภาษากายที่สื่อสารความหมายในเชิงลบ ดร.นเรศ อธิบายอีกว่า ภาษากายในเชิงลบจะออกมาจากสีหน้า ท่าทางที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ หรือต่อต้าน ซึ่งต้องระวังไม่ให้ปรากฏในพฤติกรรมของเรา เพราะจะสื่อความหมายในเชิงลบและเป็นตัวขวางกั้น ความสำเร็จในชีวิต ขวางกั้นสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อย่างเช่น พฤติกรรมกอดอก เวลาที่สื่อสารกัน นั่งกอดอกซึ่งจะสะท้อนการปิดกั้น การไม่เปิดใจ ปิดกั้นสัมพันธภาพ และทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย เกิดความอึดอัดในการสื่อสาร
การหลบตา การไม่สบตาเลยเวลาสื่อสารกัน ลักษณะนี้ก็เป็นการสื่อความหมายในเชิงลบเช่นกัน แปลความได้ว่า ไม่มั่นใจ เรากำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่ หรือกำลังบ่ายเบียงอะไรบางอย่าง ฯลฯ การถอนหายใจแรงๆ ก็ต้องระวัง อย่าให้เกิดขึ้น ด้วยที่จะทำให้คุณภาพในการสร้างสัมพันธภาพ การสื่อสานแย่ลง เกิดความยากลำบาก และอาจจะไม่ราบรื่น

“ การขมวดคิว การทำหน้านิ่ว สะท้อนได้ว่า ไม่พอใจ เครียด หรือการขยับตัวบ่อยๆ กระสับกระส่าย ก็สะท้อนถึงความวิตกกังวล ไม่มั่นคงทางอารมณ์ ฯลฯ ดังนั้นภาษากายในเชิงลบจะส่งผลทำให้คนอื่นไม่สบายใจ ไม่กล้าที่จะสื่อสาร ลดความน่าเชื่อถือ ลดสัมพันธภาพที่ดี และอาจทำลายโอกาส ขัดขวางการสนทนาในครั้งนั้น ฯลฯ”
จากที่กล่าวไม่ว่าจะเป็นภาษากายในเชิงบวก หรือเชิงลบ ควรต้องให้ความสำคัญ และมีความเข้าใจ นำมาใช้สื่อสารให้เหมาะสม ส่วนอีกข้อหนึ่ง ภาษากายในด้านอารมณ์ ภาษากาย เป็นภาษาที่สื่อสะท้อนอารมณ์ สะท้อนความรู้สึกของเราออกมาทั้งอารมณ์เชิงลบ และอารมณ์เชิงบวก อย่างเช่น ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย ท่าทางที่ผ่อนคลาย แน่นอนว่า สื่อถึงอารมณ์ที่เรามีความสุขซึ่งสิ่งนี้ควรเกิดขึ้นทุกครั้งและควรที่จะฝึกฝน

หรือภาษาที่สื่ออารมณ์เชิงลบ อย่าง ลักษณะน้ำเสียงเน้นคำพูด จ้องตา กำมือแน่น จากที่กล่าวมาแปลความได้ไม่ยากสะท้อนถึงความโกรธ หรือความประหม่าซึ่งเหล่านี้แสดงออกมาผ่านภาษากาย หรือการแตะไหล่เบาๆ และสื่อสารกลับด้วยภาษากายก็ช่วยให้เกิดความอุ่นใจ มั่นใจ หรือใช้คำพูดว่าเราอยู่ข้างๆ ภาษากายเมื่อรวมกับภาษาพูดก็จะทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและชัดเจนมากขึ้น ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งร่วมบอกเล่าภาษากาย
การสื่อสารที่ทรงพลัง เพิ่มประสิทธิ์ภาพการสื่อสารโอกาสแห่งความสำเร็จ
พงษ์พรรณ บุญเลิศ



