น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหากรณี บริษัท คิง เพาเวอร์ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) มีหนังสือถึง ทอท. ขอเจรจาเกี่ยวกับสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.), สัญญาดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) และสัญญาดิวฟรีท่าอากาศยานภูมิภาค (ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่) ตามที่ ทอท. เสนอ ประกอบด้วย แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการดิวตี้ฟรี ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. มีนายศิโรตม์ ดวงโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ ทอท. เป็นประธาน

น.ส.ปวีณา กล่าวต่อว่า สำหรับคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองฯ ชุดนี้ จะเข้ามาพิจารณาตั้งแต่ขอบเขตงาน (TOR) และสัญญาดิวตี้ฟรี ให้สอดรับกับบริบทในปัจจุบัน โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการว่าจ้างที่ปรึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 2 แห่ง เพื่อศึกษาทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการดิวตี้ฟรี ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. โดยเร็ว โดยที่ปรึกษาจะศึกษาประเด็นด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบริหารธุรกิจเพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดของสัญญาเดิม รวมถึงเสนอแนวทางที่เหมาะสม และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน หรือประมาณเดือน ส.ค. 2568 ก่อนเสนอบอร์ด ทอท. พิจารณาต่อไป

น.ส.ปวีณา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาระหว่าง ทอท. และคิงเพาเวอร์ฯ จะสื่อสารผ่านทางหนังสือมาโดยตลอด ดังนั้นในวันที่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 13.00 น. ทอท. ได้เชิญคิงเพาเวอร์ฯ มาหารือในรายละเอียดของเนื้อหาในหนังสือที่ส่งมายัง ทอท. เพื่อให้มีความชัดเจน และมีความเข้าใจที่ตรงกัน รวมทั้งสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากในหนังสือด้วย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการเจรจาครั้งนี้ จะยังไม่ใช่การเจรจาต่อรองใดๆ สำหรับหนังสือที่ ทอท. ส่งมาครั้งนี้ เป็นการขอเจรจา เนื้อหาในหนังสือไม่ได้มีข้อความใดที่ระบุว่าขอยกเลิกสัญญา และ ทอท. ไม่เคยอยากยกเลิกสัญญากับคู่สัญญารายใด ซึ่งกรณีของคิงเพาเวอร์ฯ จะยกเลิกสัญญาหรือไม่ ในฐานะที่ตนเป็นรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ไม่สามารถตอบได้ เพราะตัองรอฟังผลจากคณะทำงานกลั่นกรองฯ และที่ปรึกษาก่อน และผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจคือ บอร์ด ทอท.

น.ส.ปวีณา กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันรายได้ของ ทอท. จากคิงเพาเวอร์ฯ อยู่ที่ประมาณ 17% ของรายได้ทั้งหมด 3.6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยขณะนี้คิงเพาเวอร์ฯ มีค่าตอบแทนที่ยังคงค้างชำระอยู่ แต่ยังไม่เกินวงเงินค้ำประกัน (Bank Guarantee) ที่คิงเพาเวอร์ฯ วางไว้เป็นหลักประกันตามหลักเกณฑ์ในสัญญา ซึ่งถือเป็นหลักประกันทางการเงินของคู่สัญญาในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด อย่างไรก็ตามได้หารือกับคิงเพาเวอร์ฯ ในเบื้องต้นแล้วว่า ระหว่างที่รอการศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสม ทางคิงเพาเวอร์ฯ ต้องดำเนินการตามสัญญาไปก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นข้อครหา และมีความกังวลใจหรือไม่ที่งานแรกของการเข้ามารับตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. จะต้องมาแก้ไขสัญญาคิงเพาเวอร์ฯ น.ส.ปวีณา กล่าวว่า คิงเพาเวอร์ฯ ไม่ใช่คู่สัญญาเชิงพาณิชย์รายแรกที่มาขอเจรจาเรื่องสัญญา โดย ทอท. มีคู่สัญญาเชิงพาณิชย์กว่า 1 พันสัญญา ซึ่งที่ผ่านมามีหลายรายแล้วที่มาขอเจรจาสัญญา และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ส่วนตัวจึงไม่ได้รู้สึกกังวล หน้าที่รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ต้องทำทุกอย่างอยู่แล้ว โดยขณะนี้รับตำแหน่งมา 1 เดือน 20 วัน ได้ทำงานทุกอย่างอย่างเต็มที่ ซึ่งไม่ว่าใครเข้ามารับตำแหน่งนี้ก็ต้องทำ โดยตนจะบริหารให้ ทอท. สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง รับรายได้ได้ตามแผน และจะทำภายใต้ความถูกต้อง ตลอดจนประโยชน์ของประเทศชาติ, ทอท. และผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ

ทอท. ขอยืนยันว่าบริษัทฯ ยังมีสถานะทางการเงินมั่นคงแข็งแรง และยังมีแผนหารายได้เพิ่มจากแหล่งอื่นๆ เช่น รายได้จากค่าใช้บริการระบบไฟฟ้า 400 Hz ระบบปรับอากาศ PC AIR โครงการผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 และการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์โดยรอบท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ที่จะก่อให้เกิดรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ซึ่ง ทอท. ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับรองรับโครงการลงทุนในอนาคต และการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร 

รายงานข่าวแจ้งว่า ทอท. จะใช้งบประมาณในการว่าจ้างที่ปรึกษาฯ รายละประมาณ 4.5 ล้านบาท รวม 2 ราย ประมาณ 9 ล้านบาท.