ต้องยอมรับการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลของ “พรรคประชาชน (ปชน.)” ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่ตรวจสอบแบบไม่มีพักไม่มีผ่อน ทำหน้าที่อย่างเข้มข้น แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเพิ่งปิดสมัยประชุมไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังใช้ช่วงเวลาเสาร์อาทิตย์ ทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 69 จัดกิจกรรม “Hack งบปี 70” มุ่งตรวจสอบการใช้งบตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 และการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดย “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า จะมีการจับตาดูงบประมาณ 7 แสนล้านบาท ด้วยว่าจะมีโครงการแปลกๆ หรือมีข้อสังเกตว่าอะไรควรนำไปตัดบ้าง โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณจากกองทุนต่างๆ เช่น โครงการ TH-AI Passport ที่ใช้จากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งในอนาคตจะมีเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่รัฐบาลอ้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ในรูปแบบเดิมๆ ส่วนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ตั้งข้อสังเกต

ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา” กล่าวว่า ถ้าไม่ได้ออกมาพูด หรือออกมาตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. 2 แสนล้าน เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก็จะผ่านและเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรอง และกู้มาใช้ในส่วนนี้ การชิงด่วนยกเลิกโดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทำให้ข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่ามีการยัดไส้ล็อกสเปกก็น่าจะมีความเป็นจริง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าอาจมีเอกชนที่แต่งตัวมาเพื่อรับงานเหล่านี้หวังในส่วนแบ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ซึ่งไม่มีการการันตีว่าภายใน 1 ปี เราจะเปลี่ยนผ่านไปเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพราะไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น และตอนนี้กลายเป็นโครงการเบี้ยหัวแตกที่ขึ้นชื่อว่าประหยัดพลังงานไฟฟ้าตามปกติ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และ “น.ส.ศิริกัญญา” ได้แถลงข่าวภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดย น.ส.ศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีลักษณะเป็น “แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า” ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือก โดยรายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย
หลังจากแกนนำพรรค ปชน. ออกมาเปิดเผยเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกี่ยวกับการจัดซื้อโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ต่อมากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือเวียน “ด่วนที่สุด” ที่ มท 0810.6/ว 4199 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง “ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”

ทำให้เครดิตตกเป็นของ “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” แกนนำพรรคส้ม ที่มีบทบาทในการให้ความเห็นเรื่องการใช้งบจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทไปเต็มๆ และทำให้ต่อจากนี้ไป พรรคฝ่ายค้าน สังคม คงตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างเกาะติด เพื่อหาความผิดปกติ และนำไปตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้พรรคตนเอง
ขณะที่ในวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 69 พรรค ปชน. ยังจัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยมี “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับบทเป็นแกนหลักของงาน โดยไฮไลต์ภายในงานได้พาพยาน 4 คนจาก 4 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง จ.มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และ นครศรีธรรมราช มาร่วมเสวนาภายในงานด้วย พร้อมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) นายพริษฐ์ และ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรค ปชน.

โดยพยานคนแรก จาก จ.มหาสารคาม กล่าวว่า มีการจองโรงแรมย่านปทุมธานี ให้หาคนมาพักที่โรงแรม โดยอ้างว่ามี สส.พรรคหนึ่งบอกให้หาคนมาให้ได้มากที่สุด และจะมีค่าสมนาคุณให้รายบุคคล พร้อมดูแลค่าเดินทางทั้งหมด และอธิบายรายละเอียดตามโพยที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยวันเลือกทุกอย่างเป็นไปตามโพย ตัวเลขทุกอย่างตรงกันหมด ไม่มีการสลับลำดับกัน ทั้งนี้คนที่นัดหมายกับตน ยังพูดไปถึงเรื่องการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีพรรคการเมืองกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยื่นข้อเสนอว่า หากร่วมมือทำให้พรรคเขาได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล โดยให้ดึงคนจากบ้านใหญ่มาสมัครเข้าพรรค และต้องควบคุมองค์กรอิสระให้ได้ โดยเฉพาะ กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.)
จากนั้นพยานคนที่ 2 จาก จ.นครพนม กล่าวว่า คนที่นัดหมายออกค่าสมัครให้ โดยกลุ่มของตนเป็นกลุ่มของการท่องเที่ยวและการโรงแรม และได้ผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด โดยตัดสินใจลงสมัคร มุ่งหวังว่าจะผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว ยอมรับว่า พอรู้ว่าจะมีกลุ่มที่พยายามจะฮั้วการเลือก สว. แต่ไม่เข้าร่วม แต่ตนเป็นเป้า เพราะมีคะแนนสูงสุดในกลุ่ม โดยมีคนพยายามจะดึงเข้าไปในกลุ่ม หลังจากนั้นมีการนัดหมายไปเจอกันที่โรงแรมหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เจอคณะกลุ่มผู้จัดงาน อ้างว่าจะมีกลุ่มของบุคคลสำคัญ เดินทางมาเข้าร่วม แต่เดินทางกลับก่อน จนมีคนโทรฯ มาตามให้รีบกลับไป แต่เมื่อกลับไปถึงก็ไม่เจอกับคณะแล้ว เพราะเป็นช่วงท้ายของการประชุม

ขณะพยานคนที่ 3 จาก จ.หนองบัวลำภู และพยานคนที่ 4 จาก จ.นครศรีธรรมราช บอกว่า การรับเงินแลกกับหาคนเข้าร่วมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยมีการนัดหมายกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และยังมีการยื่นข้อเสนอว่าถ้าเกิดเสร็จสิ้นกระบวนการจะจ่ายอีก 500,000 บาท พร้อมยืนยันว่า ได้ให้ข้อมูลทั้งหมดกับดีเอสไอไว้แล้ว โดยสาระสำคัญต้องรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีการนัดหมาย และเปิดห้องที่โรงแรม และอธิบายกระบวนการ พร้อมมีการเปิดหลักฐานที่เป็นธนบัตร 1,000 บาทจำนวน 20 ใบที่ได้รับมา และยังมีการกล่าวอ้างถึงญาติของ รมช.มหาดไทยคนปัจจุบันว่า เป็นคนเข้ามานัดแนะกระบวนการฮั้วทั้งหมด โดยพยานคนสุดท้าย ยังมีการโชว์เสื้อที่ได้รับแจกมาด้วย
ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าไปให้ข้อมูลกับดีเอสไอ เคยมีคนของกลุ่มสีน้ำเงิน โทรฯ มาให้หยุดออกมาแฉกับกระบวนการฮั้ว สว. แลกกับเงินจำนวนหลักล้านบาท ก่อนย้ำว่า อิทธิพลมีจริง ความจริงคือความจริง วันนี้ขอให้คนเบื้องบนที่เป็นคนสั่งน้ำเงินสกัดส้มมาสอบ จากนั้นพยานคนสุดท้าย จาก จ.นครศรีธรรมราช ได้มอบเอกสารรวบรวมรายชื่อกระบวนการทั้งหมดให้กับนายพริษฐ์ด้วย
ด้าน “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ว่า สิ่งที่พยานมาพูดแต่ละคน เคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่ละเอียดเท่านี้ และไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นข้อมูลวันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกให้ กกต. ชุดปัจจุบันรู้ว่า หากตัดสินอย่างตรงไปตรงมา วินิจฉัยโดยไม่สุจริต เอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะไม่มีที่ยืนในสังคม ในฐานะที่เคยเป็นอดีต กกต. เห็นความผิดทั้งหมด 8 กรณี และหาก กกต. เห็นว่ามีหลักฐานเหล่านี้อยู่แล้วก็ กกต.ยังบอกไม่ผิด กกต.ก็เตรียมย้ายที่อยู่ด้วย

กรณีแรก คือ การจ้างสมัคร กรณีที่ 2 การจัดเลี้ยง กรณีที่ 3 คือการพูดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่น่าจะผิด แต่ศาลฎีกาชี้แล้วว่าผิด กรณีที่ 4 เสนอประโยชน์ เช่น เป็นโหวตเตอร์ แล้วจะให้ตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้ช่วย สส. สว. กรณีที่ 5 จัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ กรณีที่ 6 การมีโพย กรณีที่ 7 คนที่ได้คะแนนตามโพยผิดหรือไม่ มองว่าไม่ผิดตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ กรณีที่ 8 สส. พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว. ถือว่ามีความผิด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระบวนการที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็จะถึงขั้นยุบพรรค
ก่อน กกต.จะวินิจฉัยในคดีฮั้ว สว. “พรรค ปชน.” นำโดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดเวทีล่าสุด ที่นำพยานมาเปิดตัวตน พร้อมทั้งอ้างว่ากลุ่มสีน้ำเงิน โทรฯ มาให้หยุดออกมาแฉกับกระบวนการฮั้ว สว. แลกกับเงินจำนวนหลักล้านบาท คำถามหลักฐานจะมีน้ำหนัก ทำให้ กกต.เชื่อได้หรือไม่
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ในระหว่างจัดสัมมนา สส. ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กล่าวตอนหนึ่งว่า ในสมัยประชุมสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 นี้ โอกาสที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีสูง ต้องเตรียมตัวสำหรับการอภิปรายฯ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะเข้าชื่อกันเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ดังนั้นแพลตฟอร์มส่องรัฐ ของพรรค ปชป. ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐ ทั้งงบประมาณรายจ่ายปกติ และการใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ด้าน “นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า แม้จะมี สส.เพียง 21 คน แต่ก็ทำงานอย่างหนัก ทั้งในสภาและนอกสภา และที่สำคัญครั้งนี้ สส.ของพรรคฯ เหมือนครอบครัวเดียวกัน ทำให้หน้าที่การเป็นฝ่ายค้านของพรรค มีน้ำหนักมากกว่าอีกหลายพรรค แต่ศึกข้างหน้า ในสมัยประชุมสามัญ ครั้งที่ 2 คาดว่าจะต้องทำงานหนักขึ้น โดยพรรคฯ จะเพิ่มยุทธศาสตร์พื้นที่ของพรรคฯ ให้มากขึ้น ทั้ง Air War, Ground War และ Underground War ครั้งนี้ ปชป.เรามีความรู้สึกเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ขอให้รักษาจุดนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าพร้อมสู้ทุกรูปแบบ และพร้อมดูแล สส.ให้ดีที่สุด
ขณะที่ “นางการดี เลียวไพโรจน์” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงแพลตฟอร์ม ”ส่องรัฐ” ของพรรค ปชป. ว่าใช้ติดตามงบประมาณของภาครัฐ สามารถดึงข้อมูลข้ามกระทรวงมาวิเคราะห์ได้ ทำให้การตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเป็นระบบมากขึ้น และจะมีการพัฒนาเป็นบัญชีนวัตกรรมใหม่ๆ และรายงานนวัตกรรม เพื่อติดตามการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ไม่มีการประมูล ทำให้ราคาแพง และมีบริษัทใดที่เป็นมาเฟียนวัตกรรม หรือเร่งผลิตนวัตกรรม แอบอ้างชื่อหลายๆ บริษัท ทำให้เสมือนมีการแข่งขันในตลาด ซึ่งจะช่วยให้พรรคฯ ติดตามข้อมูลได้ โดยเฉพาะนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ และที่เกี่ยวข้องกับการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เชื่อว่า สัญญาณที่พรรคฝ่ายค้านส่งออกมา นั่นหมายความว่า สมัยประชุมหน้า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ๆ โดยเฉพาะประเด็นร้อน น่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. เรื่องการใช้งบประมาณในโครงการต่างๆ และทุจริตโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น
“ทีมข่าวการเมือง”



