เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง กฎหมายการศึกษาไทยในฐานะเครื่องมือหลักเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติความเป็นมา : สถานภาพปัจจุบัน และแนวทางสำหรับอนาคต ในงานสัมมนาเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษา และการวิจัยไทย“ ที่อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ไม่บรรลุผลเท่าไหร่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในปัจจุบัน เป็นผลพวงจาก พ.ร.บ.การศึกษา 2540 ซึ่งมีหลักการดีๆ มากมาย แต่ผ่านมา 27 ปี สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก จำเป็นต้องมาดูเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่ไม่ใช่ฉบับเดียว แต่เป็นโครงสร้างทั้งระบบ และเครือข่าย กลายเป็นนิติสถาปัตยกรรมของระบบการพัฒนาทุนมนุษย์แห่งชาติ เพราะกฎหมายการศึกษา ต้องไม่ใช่เฉพาะกฎหมายสำหรับจัดการศึกษา แต่ต้องเป็นกฎหมายของประเทศ สร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพมากขึ้น

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน AI เข้ามาดิสรัปชั่นเยอะมาก ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าใช้ไม่ถูก AI จะดิสรัปชั่นการศึกษา ซึ่งน่ากลัวมาก ขณะนี้ประเทศต่างๆ ตื่นตัวเรื่องการใช้ AI ในการจัดการศึกษาอย่างมาก แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการขับเคลื่อนในไทย ดังนั้น ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ควรจะมี 1 หมวดที่กล่าวถึง AI ซึ่งมาแน่นอน และถ้าไม่ตั้งรับตอนนี้ จะลำบาก

“ขณะนี้จะเห็นการตกต่ำของการศึกษา ไม่ว่าจะดูจากการประเมินต่างๆ จะไม่เห็นความก้าวหน้าด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเอามาตรฐานไหนมาจับ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 มีดีเยอะ แต่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ก็เยอะ การยกร่างกฎหมายใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ ท่ามกลางคะแนน PISA ที่นิวโลว์ลงเรื่อยๆ ทุกด้าน ครูที่มีปัญหาเยอะมาก และหลักสูตรที่พยายามแก้ แต่ไปไม่ถึงไหน” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ศ.ดร.ภาวิชกล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้รวบรวมปัญหาของการจัดการศึกษาไทย แบ่งเป็น 5 มิติของวิกฤตการศึกษา 1.คุณภาพที่ถดถอยเห็นได้จากผลการประเมินต่างๆที่ต่ำกว่ามาตรฐาน 2.ความเสี่ยงระดับชาติ ทางการศึกษาที่อ่อนแอนำไปสู่ประเทศที่อ่อนแอ 3. บิ๊กเกรดความอิสระ โดยสถานศึกษาถูกตรึงด้วยระบบราชการ รับคำสั่งจากส่วนกลาง และขาดความยืดหยุ่น 4. ขาดความต่อเนื่องในด้านนโยบาย จากการที่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกระทรวงด้านการศึกษาทุก 9 เดือน และ 5.ไร้เข็มทิศนำทาง ขาดแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการสอบ PISA ของเด็กไทย มีคะแนนต่ำลงเรื่อยๆ และทำให้ไทยติด อยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาถึง 30 ปี และถึงเวลาต้องปรับ กฎหมายการศึกษาใหม่

“บทเรียนจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นแบบเลี่ยงบาลี ทำสิ่งที่เกิดขึ้นไปไม่ถึงไหน ต่อมามีการแยก พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.อุดมศึกษา และ พ.ร.บ.ปฐมวัย ส่วนที่เหลือใน พ.ร.บ.จะเป็นหลักการ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่คลุกกันอยู่ในนั้น จึงต้องนำมาสู่ การปลดล็อคโครงสร้าง พ.ร.บ.การศึกษา 2542 และต้องปรับโครงสร้างอย่างหนัก ออกเป็นกฎหมายธรรมนูญการศึกษา ที่เป็นความฝัน ว่าเราต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณสมบัติ และขีดความสามารถอย่างไร ส่วนในตัว พ.ร.บ. การศึกษา ต้องมีหลักประกันเรื่องสิทธิ และความเท่าเทียม โดยต้องแยก พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกมาอีกฉบับหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง เพราะการที่มนุษย์จะมีคุณภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทอย่างมาก” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ศ.ดร.ภาวิชกล่าวว่า สำหรับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะต้องวางหลักการ และทิศทางให้เหมาะสม ต้องบูรณาการกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ และมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือซูเปอร์บอร์ด และเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจากปัจจุบันเป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ กำหนดยุทธศาสตร์ และบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่เป็นกฎหมายของประเทศ ต้องปรับสภาการศึกษา เป็นสภาการศึกษาแห่งชาติ มีหน้าที่สั่งการ ศธ.ไม่ใช่ให้ ศธ.สั่งการเหมือนในปัจจุบัน

“ดังนั้น ในการยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะเป็นภาพรวม และภายใต้กฎหมายฉบับนี้ จะแบ่งเป็นกฎหมายอีก 4 ฉบับ คือ พ.ร.บ.อาชีวะ พ.ร.บ.อุดมศึกษา พ.ร.บ.ปฐมวัย และ พ.ร.บ.ขั้นพื้นฐาน ขณะที่ พ.ร.บ.แม่บทฉบับใหม่ จะต้องมีอิสระซึ่งสำคัญมาก ซึ่งประเด็นนี้ถูกเบี้ยวมาตลอด ทั้งนี้ กฎหมายแม่บทจะกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย สิทธิหน้าที่ทางการการศึกษา เป็นต้น ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการปฏิบัติ เพื่อสร้างทุนมนุษย์แห่งศตวรรษที่ 21

”อย่างไรก็ตาม การยกร่างกฎหมายใหม่จะต้องวิเคราะห์จุดอ่อนของ พ.ร.บ.ศึกษาฯ 2542 ความล้มเหลว หวังว่ามาตรการปิดช่องโหว่ ไม่ให้ระบบราชการบิดพลิ้ว และนำไปสู่ความล้มเหลว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันในกฎหมายใหม่ให้ดี นอกจากนี้ ต้องออกแบบให้โรงเรียนมีรูปแบบใหม่ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีอิสระในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง ปลดล็อกห้องเรียนด้วยคณะกรรมการสถานศึกษา ที่เป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง มีความเข้มแข็ง และมีเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ใช่แค่ถ่ายโอนสถานศึกษา ศธ.ไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ผ่านมา เป็นการเลี่ยงบาลี กฎหมายใหม่ต้องมีความกล้าหาญ รื้อระบบนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไปต่อไม่ได้ ต้องหลุดจากกับดับวงจรการเมือง และระบบราชการ“ ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ศ.ดร.ภาวิชกล่าวต่อว่า ข้อเสนอของการออกแบบกฎหมายการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ จะต้องมี 2 เสาหลัก ในการบริหารเพื่อให้เกิดคุณภาพต่อผู้เรียน หรือเสาหลักด้านนโยบายต้องชัดเจน ต่อให้เปลี่ยนรัฐมนตรีทุก 3 เดือนก็ไม่มีปัญหา ในขณะที่อีกเสาหลักคือ คณะกรรมการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ จะต้องมีอิสระ มีหน้าที่บริหารอย่างมืออาชีพ ต่อเนื่อง มีภูมิคุ้มกันจากระบบอุปถัมภ์ และมีวาระชัดเจน ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องของระบบการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีองค์กรระดับชาติ ภูมิภาค จังหวัด/เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา โดยกลไกระดับภูมิภาค และจังหวัด เป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ควบคุม จุดหมายสูงสุดคือให้โรงเรียนมีรูปแบบการบริหารที่อิสระ

”นอกจากนี้ ขอเสนอให้ยกเลิกการแยกการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ป.1-6 และมัธยมศึกษา.1-6 โดยจัดโครงสร้างตามวิทยาวิทยาศาสตร์การเรียนรู้เป็น 9 ปี คือระดับประถมมี 9 ปี และระดับมัธยมเหลือ 3 ปี ซึ่งขณะนี้ในต่างประเทศยกเลิกหมดแล้ว เหลือเพียงไทยที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากสมองในการควบคุมอารมณ์ จะพีคสุดตอนอายุ 11 ถึง 12 ปี แต่การที่เด็กไทยต้องเรียนประถม 6 ปี และต้องติวเพื่อไปสอบแข่งขันต่อเข้าเรียนในชั้นมัธยมดังๆ ทำให้เด็กควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเกิดความเครียด ทำให้สมอง ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างดี ถูกทำลาย ผมเชื่อว่าการแยกระดับประถม และมัธยมแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้ผลคะแนน PISA ต่ำลงเรื่อยๆ ดังนั้นการออกแบบกฎหมายใหม่ ต้องคำนึงถึงสถานการณ์นี้ด้วย“ ศ.ภาวิช ทองโรจน์ กล่าว