เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล เชื่อมโลกการเรียนรู้กับโลกการทำงานอย่างแท้จริง ในโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารสถานศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการนี้ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอุทัย ทัพอาสา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟัง ณ โรงแรมภูสักธารรีสอร์ท อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ผมมีความยินดีที่ได้มาพบปะกับผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการมุ่งปฏิรูปและยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้เป็นระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล เป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นแหล่งผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและโลกการทำงานยุคใหม่ “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลักที่นำไปสู่เส้นทางการศึกษาที่สร้างโอกาส ความก้าวหน้า และอนาคตที่มั่นคงให้แก่ผู้เรียน”

ภายใต้บริบทความท้าทายของประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตกำลังคนของประเทศ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญให้เข้าใกล้ 45 : 55 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของภาคเศรษฐกิจ และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนากำลังคนสายวิชาการและสายวิชาชีพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การปรับสัดส่วนดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษา แต่เป็นการยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ของสายอาชีพ ให้เป็นเส้นทางการศึกษาที่มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีโอกาสเติบโตในสายงานอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ” สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมเห็นว่าอาชีวศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

“ยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเน้นการพัฒนาทักษะที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้”

นอกจากนี้ นำระบบการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual Education) ให้เป็นระบบคุณภาพสูง ผ่านความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคเอกชน โดยกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 10 สาขา อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงพัฒนารูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน และสร้างหลักประกันให้ผู้เรียนมีทักษะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานจริง

ควบคู่กันนี้ ยังส่งเสริมระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมประสบการณ์จากการทำงาน เชื่อมโยงสู่การได้รับวุฒิการศึกษา ตามแนวทาง “เรียนรู้ตลอดชีวิต” รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในอาชีพ

รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้องปรับบทบาทสู่การเป็น CEO ด้านทุนมนุษย์ คือผู้นำด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงาน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงการผลิตกำลังคนกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการเร่งขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะภาษา และระบบข้อมูลสารสนเทศ นำดิจิทัล-Eoffice มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดการทำงานแบบแยกส่วน และมุ่งสู่ระบบบริหารจัดการที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรองรับมาตรฐานการศึกษาในระดับสากล

“เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการทำให้อาชีวศึกษาเป็น ‘กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทย’ ผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ มีทักษะแห่งอนาคต สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต” รมว.ศธ. กล่าว