สืบเนื่องจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ นายฑนา เกิดทอง หรือป๋อง กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ก่อนนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ป่ามะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อมาได้ขยายผลจนนำไปสู่การพบศพพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย ที่ถูกฝังอำพรางในบริเวณใกล้เคียง รวมมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ทั้งที่นายฑนา หรือป๋อง เป็นอดีตผู้พ้นโทษ โดยเพิ่งพ้นโทษมาได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ท่ามกลางกระแสข้อเรียกร้องยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยเป็นการอ้างละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะกระบวนการยุติธรรมมีโอกาสผิดพลาดและข้อเท็จจริงที่โทษรุนแรงไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง แต่อีกมิติในมุมมองของครอบครัวผู้เสียหาย มองว่าการประหารชีวิตเป็นการชดใช้ต่อความสูญเสีย ปิดโอกาสกลับมากระทำความผิดซ้ำซากกับผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงจนถึงปัจจุบันในส่วนของคนที่ต้องการให้ประเทศไทยยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่อีกส่วนก็มองว่าการบังคับโทษประหารชีวิต จะเป็นบรรทัดฐานไม่ให้มีผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ร้ายแรงกับชีวิตผู้บริสุทธิ์อีก ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 5 ส.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษของนายฑนา เกิดทอง อายุ 43 ปี หรือป๋อง อดีตผู้ต้องขังในคดีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ กำหนดโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน (รับโทษชนเพดาน ไม่มีการลดโทษ หรือได้รับพระราชทานอภัยโทษแต่อย่างใด) ซึ่งหลังจากพ้นโทษไม่ถึงเดือน นายฑนา ได้ก่อเหตุอุ้มฆ่าอำพรางเหยื่อต่อเนื่อง 5 ศพ
โดยพบข้อมูลว่า นายฑนา พ้นโทษออกจากเรือนจำพิเศษพัทยา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 69 โดยก่อนที่นายฑนาจะพ้นโทษนั้น ตามหลักเกณฑ์ แนวทาง และขั้นตอนของผู้ต้องขังในคดีที่อยู่ในข่ายของมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC สรุป คือ ประเภทคดีฆ่าข่มขืน คดีความผิดทางเพศ คดีเรียกค่าไถ่ เป็นต้น หรือโดยรวมก็คือการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 278 มาตรา 279 มาตรา 283 ทวิ มาตรา 284 มาตรา 288 มาตรา 289 มาตรา 290 มาตรา 297 มาตรา 298 และมาตรา 313 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยก่อนที่ผู้ต้องขังในคดีร้ายแรงเหล่านี้จะพ้นโทษไป ทางเรือนจำฯ แต่ละแห่งทั่วประเทศไทยจะมีการสำรวจ คัดกรอง และประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังตั้งแต่รู้ว่าผู้ต้องขังรายนั้น ๆ มีโทษเหลือน้อยตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี และเตรียมปล่อยตัวพ้นโทษ เพื่อคณะกรรมการระดับเรือนจำฯ จะได้เสนอความเห็นมาตรการเฝ้าระวังไปยังระดับกรมราชทัณฑ์ และตามด้วยคณะกรรมการตามมาตรา 16 เพื่อพิจารณากลั่นกรอง
‘ไอ้ป๋อง-ไอ้ธง’ นอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง-โทษสูง-หวั่นหลบหนี
ซึ่งก็คือ “คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ” อันประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ โดยให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคุมประพฤติเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการจำนวนไม่เกิน 2 คน โดยบทบาทของคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (คณะกรรมการตามมาตรา 16) จะเป็นฝ่ายพิจารณามาตรการเฝ้าระวังตามที่คณะกรรมการระดับเรือนจำฯ เป็นผู้เสนอ ว่ามีความเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ ก่อนที่คณะกรรมการตามมาตรา 16 จะเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพนักงานอัยการเสนอศาลไต่สวนมาตรการเฝ้าระวังเป็นลำดับสุดท้าย ว่าศาลเล็งเห็นว่าผู้ต้องขังรายนั้นต้องใช้มาตรการใดบ้าง ก่อนผู้ต้องขังพ้นโทษกลับสู่สังคม อย่างไรก็ดี กรณีของนายฑนา พบว่านายฑนา มีมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ โดยให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชลบุรี เป็นระยะเวลา 2 ปี และศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ติดกำไล EM แต่อย่างใด ซึ่งนายฑนา ได้เข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเพียงครั้งเดียว ก่อนไปก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าว
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุอีกว่า ก่อนที่นายฑนา จะครบกำหนดโทษ กรมราชทัณฑ์ได้ประเมินความเสี่ยงตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยคณะกรรมการชั้นเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนเจ้าพนักงานปกครองจังหวัด และผู้แทนสาธารณสุขหรือโรงพยาบาล ร่วมกันพิจารณาเสนอใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ (JSOC) ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำตามมาตรา 16 เสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการจังหวัดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษตามมาตรา 24 ต่อมาศาลจังหวัดระยองได้ไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 และมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษเป็นเวลา 2 ปี คือ ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุต่อว่า สำหรับความเป็นอยู่ล่าสุดภายในเรือนจำพิเศษพัทยาของนายฑนา ในตอนนี้ พบว่ายังคงปรับตัวอยู่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็เข้า-ออกเรือนจำฯ และรับโทษนานกว่า 7 ปี ก็ผ่านมาแล้ว ซึ่งในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของชีวิตผู้ต้องขังระหว่างอยู่ภายในเรือนจำฯ ก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติที่ราชทัณฑ์ต้องให้ความดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ต้องขังทุกราย แม้ว่าจะเป็นผู้ต้องขังในคดีโทษร้ายแรงก็ตาม
ส่วนจะมีแนวโน้มได้ย้ายนายฑนา ไปคุมขังยังเรือนจำความมั่นคงสูง หรือซูเปอร์แม็กซ์ หรือไม่นั้น ประเด็นนี้จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ต้องขังระหว่างถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ ว่ามีความประพฤติไม่ดี หรือมีการกระทำผิดวินัยผู้ต้องขังจนเป็นที่กังวลของเพื่อนผู้ต้องขังรายอื่นๆ และผู้คุมหรือไม่ กล่าวง่ายๆ คือ ต้องมีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง ดื้อรั้น สร้างความเดือดร้อน ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล มีความพยายามจะหลบหนี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงในเรือนจำฯ จึงจะมีการย้ายผู้ต้องขังรายนั้นไปคุมขังยังเรือนจำความมั่นคงสูง แต่ถ้าหากผู้ต้องขังรายนั้นมีอัตราโทษสูงในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา เราก็จะมีการแบ่งลำดับชั้นของเรือนจำฯ ตามอัตราโทษในคดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปถึงเรือนจำความมั่นคงสูงแต่อย่างใด
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า สำหรับมาตรการทางการแพทย์ (หรือการฉีดยาปรับฮอร์โมนเรื่องเพศสำหรับผู้ต้องขังคดีเกี่ยวกับเพศ) ที่ปรากฏใน พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หมวด 3 “มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด” นั้น ยืนยันว่าในปัจจุบัน ราชทัณฑ์ยังไม่ได้มีการใช้มาตรการทางการแพทย์กับผู้ต้องขังรายใด เพราะเนื่องด้วยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ยาปรับฮอร์โมนในร่างกายของผู้ต้องขัง จึงต้องใช้ความเห็นของแพทย์อย่างน้อย 2 คนที่ต้องมีความเห็นพ้องกัน ทั้งนี้ ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชศาสตร์และสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ 1 คน หากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องมีการใช้ยาหรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อผู้กระทำความผิดยินยอม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น.



