จัดเป็นหนึ่งโมเมนต์ที่อบอุ่นหัวใจสุดๆ หลังจากที่ “บอย ปกรณ์” พระเอกซุป’ตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทย ได้มีโอกาสพาน้องสาวสุดที่รัก “วันใหม่” ไปดูคอนเสิร์ต BoydPod Our Songs together concert เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยขณะที่ “บอย โกสิยพงษ์” กำลังเล่นคอนเสิร์ตก็ได้เดินเข้ามากอดปลอบใจและให้กำลังใจทั้ง หนุ่มบอย และ น้องวันใหม่ อีกด้วยนั้น

ล่าสุดในงานเปิดตัวรายการ THE UPGRADE ทางช่องเวิร์คพอยท์ หนุ่มบอยได้เล่าถึงโมเมนต์ดังกล่าว พร้อมน้ำตาซึมเมื่อตนพูดถึงแม่ โดยพระเอกหนุ่มเผยว่า

“ล่าสุดพาวันใหม่ไปดู “บอยป๊อด” ก็พาน้องไปดูคอนเสิร์ต ตอนนี้แน่นอนมันมีเรื่องของการดูแลวันใหม่ เราจะต้องมาดูแลวันใหม่แทนที่ในส่วนของแม่ที่เคยดูแล เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีการจัดระเบียบเวลาของเราใหม่ คือแต่ก่อนแน่นอนเรามีแม่คอยดูแลน้องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราหลักๆ นอกจากการดูแลคนในครอบครัว หรือว่าวันใหม่ เราก็คือเป็นเสาหลักในการหารายได้เข้าครอบครัว แต่ตอนนี้ แน่นอนเราก็ต้องมีหน้าที่ใหม่ มันคือหน้าที่ใหม่ที่เราต้องจัดการในเรื่องของบ้านต่างๆ คือบ้านหลังเดียวมันมีเรื่องราวต่างๆ ที่มากมายให้ทำเยอะแยะไปหมดทั้งในเรื่องของการจัดการดูแลบ้าน เรื่องของการดูแลเรื่องบัญชี การเงิน ดูแลคน เช่น พี่เลี้ยง แม่บ้าน แล้วไหนจะตึกที่ผมดูแล สตูมีพนักงานอะไรอย่างนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้แม่เขาจะชอบทำอะไรพวกนี้ แต่ตอนนี้พวกผม 3 คนบอย, หน่อง และภัทร์ ก็ต้องมารับหน้าที่ตรงนี้ ก็ต้องแบ่งงานกัน แต่สำหรับส่วนที่พวกเรา 3 คนให้ความสำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่ในการดูแลวันใหม่ คือเราต้องใช้คำว่าเราจะไม่ทำให้วันใหม่รู้สึกขาดอะไรไปเลย เอาอย่างนี้ดีกว่าเราจะกลับมาเติมเต็มและเราจะพยายามเติมให้ล้นด้วยในสิ่งที่วันใหม่จะต้องได้รับในเด็กวัยนี้ว่าเขาต้องได้รับอะไรบ้าง เขาต้องได้รับทั้งเรื่องของเวลา การดูแล ความอบอุ่น หรืออะไรก็ตาม นอกเหนือจากสิ่งที่เราสามารถเมเนจให้เขาได้อยู่แล้ว เช่น เรื่องของการศึกษา การเรียนกิจกรรม ผมพูดง่ายๆ ผมขอใช้คำว่าผมสานต่อสิ่งที่แม่ได้ทำไว้กับน้องดีกว่า แม่เคยทำอะไรไว้ให้น้องบ้าง ผมสานต่อทุกอย่าง

ความยากน่าจะเป็นเรื่องเวลาไหม ถามว่าเวลามันยากไหม ถ้าถามผมก็ไม่ได้ขนาดนั้น ถ้าพูดกันตรงๆ ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานเยอะเหมือนเดิม แต่ว่าผมมีบางงานที่ผมมาทำเบื้องหลังบ้าง ผมไม่ต้องทำเต็มวันเหมือนแต่ก่อนที่แบบว่าถ่ายละคร 7 วัน ทั้งวัน แต่ตอนนี้ผมทำงานบางวัน 2 ชั่วโมง-3 ชั่วโมงผมจบแล้ว ผมเมเนจเวลาได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าจะให้พูดจริงๆ เลย ผมกับหน่อง, ภัทร์ คุยกันเลยว่าทุกคนจะต้องยอมตัดเวลาส่วนตัวของตัวเองออก แล้วยกตรงนี้มาให้วันใหม่ ก็คือทุกคนก็โอเค มันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่ควรจะทำ”

บอย ปกรณ์ เล่าต่อว่า “ส่วนตัวนี้สิ่งที่เราต้องเสียสละ คือความจริงอย่าใช้คำว่าเสียสละเลย ก็แค่เราลดความสุขของเราลงไปแค่นั้นเอง เช่น แบบเอาเวลาที่บางทีเรานอนดูซีรีส์อยู่บนห้อง เราก็ลดเวลาดูลง หรือบางทีช่วงนี้ก็ไม่ดู ผมก็ลงมาอยู่กับน้อง บางทีน้องเขาก็อยู่กับแม่บ้าง เล่นกับหมาบ้างอะไรบ้าง แต่ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลา ไม่มีช่วงจังหวะที่จะได้อยู่กับคุณแม่แล้ว เราก็แค่มาเติมตรงนี้แค่นั้นเอง ซึ่งแต่ก่อนวันใหม่ก็คือนอนกับคุณแม่ ตอนนี้ก็เป็นผมแหละที่มานอน จริงๆ ก็สลับกัน 3 คนผม, หน่อง, ภัทร์ แต่ว่าภัทร์อาจจะต้องตื่นเช้าไปร้านแว่น หน่องอาจจะเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หมายถึงว่าหลับยาก ผมก็ไม่มีปัญหา ผมก็นอนกับน้อง วันใหม่เขาก็มีซุ้มนอนของเขาแบบจัดมุมนอนของเขา ผมก็นอนอยู่บนเตียงอีกมุมนึง แยกกัน

แต่ว่าอันนี้ผมก็ต้องบอกว่าการดูแลวันใหม่ เพราะว่าวันใหม่ก็เริ่มจะเป็นวัยรุ่นแล้ว คือสิ่งที่เราจะต้องคอนเซิร์นไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องของการที่เราต้องระวังในเรื่องของความเป็นผู้ชาย-ผู้หญิง แต่อันนี้ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าเราคอนเซิร์นในเรื่องนี้อย่างเต็มที่แน่นอน เราก็ต้องดูว่าอย่างวันนึงวันใหม่ก็ต้องมีห้องส่วนตัวของตัวเองที่เขาก็ใช้เวลาอยู่ในมุมส่วนตัว ทำอะไรด้วยที่ตัวเองชอบ แต่ตอนนี้เขาชอบดูหนังผี แต่เขากลัวผี เขาก็ไม่กล้านอนคนเดียว ก็เลยให้ผมมานอนในห้องด้วย แต่จะนอนคนละโซนกัน ไม่ได้นอนเตียงเดียวกัน แค่เขาให้มานอนเป็นเพื่อนหน่อย ผมก็สบาย ยินดีมากๆ อยู่แล้ว เพราะผมเป็นคนนอนง่าย ผมไม่ได้นอนยาก ทั้งหมดก็ประมาณนี้เลย”

ดาราหนุ่ม เผยต่อว่า “โดยรวมก็คือพวกเรา 3 คนบอย, หน่อง, ภัทร์ ก็คือแค่มาประสานต่อในสิ่งที่แม่เคยทำอะไรไว้ให้น้องบ้าง แล้วก็ทำให้แม่ ทำแทนแม่แค่นั้นเอง แล้วก็อะไรที่วันใหม่พอเริ่มโตขึ้นมาเขาจะมีความสนใจอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น เขาเรียนอินเตอร์ เขาปิดเทอมแล้วเขามานั่งคุยกับผมอยากเรียนกีตาร์ไฟฟ้า อยากเรียนเทควันโด อยากนู่นอยากนี่ นี่ก็คือหน้าที่ของผมเหมือนกันในการที่จะเมเนจเวลาให้น้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะเดี๋ยวส่งน้องไปเรียนนู่นเรียนนี่ แต่ว่าก็ต้องดูด้วยว่าตามเวลาที่เหมาะสม

ย้อนกลับไปในคอนเสิร์ต “พี่บอย โกสิยพงษ์” มากอด คือผมอยากจะบอกว่าก่อนที่จะพูดถึงคอนเสิร์ต ผมอยากจะบอกขอบคุณทุกๆ กำลังใจมากๆ คือไม่ใช่แค่คนที่มางาน แขกที่มางานทุกๆ คน พี่สื่อมวลชน ผมขอบคุณมากๆ อันนั้นผมเคยกล่าวไปแล้วว่ามันมีความหมายกับผมมาก ไม่ใช่แค่นั้นทุกวันนี้เวลาที่ผมเดินไปไหน ทุกคนไม่ว่าใครรู้จักหรือไม่รู้จักเดินเข้ามาให้กำลังใจผมหมดเลย ว่าเป็นยังไงบ้าง เสียใจด้วยนะ สู้ๆ นะ อย่างคนที่ไม่รู้จักแวะทักผม จอดรถพูดกับผม ผมพูดจริงๆ ว่าผมขอบคุณทุกๆ การโอบอุ้มความรู้สึก (น้ำตาคลอ) ของครอบครัวพวกผมมากๆ จริงๆ เพราะว่าอันนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว ภัทร์กับหน่องก็รู้สึกตื้นตันใจมากๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นรู้สึกขอบคุณมากๆ จริงๆ แล้วก็ขอบคุณที่รักแม่ผมด้วย ทุกๆ คอมเมนต์ในโลกโซเชียล มันโอบอุ้มครอบครัวผม แล้วก็โอบอุ้มคุณแม่มากๆ คือเรายังคุยกันเรื่อยๆ ว่าดีใจแทนแม่มากๆ ที่มีคนรักแม่เยอะขนาดนี้

พอโมเมนต์ในคอนเสิร์ต คือพี่บอยเป็นจังหวะที่เขาจะเดินเปลี่ยนจากเวทีหลักมาอยู่เวทีข้างหลัง แล้วเขาเดินผ่านผม ผมก็โบกมือบ๊ายบายทักทายปกติ ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะเห็น แต่ว่าผมนั่งใกล้ช่วงทางเดินพอดี เป็นจังหวะที่พี่บอยเห็นพอดี เขาก็พุ่งตรงเข้ามากอดผมเลย แล้วก็บอกว่าให้กำลังใจอะไรอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าที่มันพิเศษ มันพิเศษตรงที่ว่าคนที่เป็นตำนานแบบพี่บอยด้วย แล้วเขาก็อยู่ในช่วงเวลาของเขา แต่เขาก็ยังอุตส่าห์แวะมาโอบอุ้มความรู้สึกเรา แล้วไม่ใช่แค่ผมด้วย เขาก็ยังปลอบวันใหม่ด้วย ก็รู้สึกมันมีความหมายกับตัวผมแล้วก็ครอบครัวมากๆ”

บอย ปกรณ์ เผยว่า “ผมเคยพูดอันนี้ไปแล้วแต่ถ้าต้องพูดซ้ำผมพูดได้เลยคือ พวกผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมาร่วมงานเยอะ หรือแม้แต่ในโลกโซเชียลมีคนสนใจในเรื่องนี้เยอะขนาดนี้ คือถ้าเกิดว่าตอนช่วงที่จะต้องจัดงานให้แม่ ผมเตรียมเก้าอี้ เตรียมอาหารแบบตอนช่วงแรกๆ คือไม่เยอะเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาเยอะขนาดนี้ แต่หลังจากนั้นผมต้องเพิ่มสเกลทุกอย่างเข้ามา คือผมไม่ได้บอกว่าผมลำบากใจนะ ผมเต็มใจทำมากๆ ผมขอบคุณ ผมดีใจที่ทุกคนมาหาแม่ แต่คือผมเพิ่มเก้าอี้ เพิ่มอาหารเพื่อให้แขกทุกคนที่มา เป็นการขอบคุณแขกทุกคนที่มา แล้วมาเยอะมากๆ คนมาให้กำลังใจเยอะมากๆ มันก็เป็นอะไรที่ทำให้นอกจากโอบอุ้มความรู้สึก มันก็เป็นอะไรที่ทำให้เราต้องเข้มแข็ง ให้สมกับที่เขาให้กำลังใจเรามา

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมขอบคุณทุกความเป็นห่วง ทั้งผม, หน่อง, ภัทร์ แล้วก็วันใหม่ ตอนนี้พวกผมก็อยู่ในช่วงที่กำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะมีจังหวะที่โหวงๆ บ้าง แต่คนเราก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ใช้ชีวิตให้เหมือนมันเป็นปกติ แต่โอเคพอผมออกมาทำงานผมปกติ แต่พอกลับบ้านไปมันก็เป็นอีกโมเมนต์หนึ่ง เป็นความโหวง เป็นความนั่งคุยกันกับพี่น้อง หรือนั่งคุยกับรูปแม่ ก็เป็นความรู้สึกหนึ่งที่เราอยู่ที่บ้าน แต่ว่าขอบคุณมากๆ พวกเราสู้ต่อไปเต็มที่แน่นอน และผมที่เป็นพี่คนโต ครอบครัวฉัตรบริรักษ์ขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจมากๆ จริงๆ

แล้วคือเรื่องใส่บาตรก็คุยกันเองว่าบางคนใส่บาตร บางคนไปถวายสังฆทาน คือในแก๊งผมนอกจากผม 3 คน ก็จะมีพี่ผู้จัดการของภัทร์ หรือว่าคนที่สนิทกับคุณแม่หลายคนก็แยกกันไป บางคนก็ไปใส่บาตร บางคนก็ไปทำสังฆทาน บางคนก็ไปปล่อยปลา แล้วทีนี้ช่วงที่ผมมาใส่บาตรช่วงแรกๆ ก็มีคนมาคอมเมนต์บอกข้อมูลว่าช่วง 49 วันแรก หรือช่วง 50 วันแรกให้ใส่บาตรให้แม่เยอะๆ เพราะว่ามันเป็นช่วงที่แม่จะได้ขนเสบียงออกไปแบบเอาไปใช้ต่อ เราก็เลยโอเคดีเลย คือต่อจากนี้ทุกๆ เช้าวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะมีพระมาบิณฑบาตแถวๆ หน้าบ้านพอดีตอน 7 โมง-7 โมงครึ่ง วันไหนใครว่างก็ตื่นขึ้นมาใส่บาตรแค่นั้นเอง อย่างเมื่อเช้าไม่แน่ใจนะ แต่คิดว่าภัทร์น่าจะพาวันใหม่ไปใส่บาตร เราก็ทำเต็มที่ทำให้แม่ ทำให้ปะป๋า”