เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตเงินโรงเรียน เธอเผยว่าไม่มีความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน หรือระเบียบพัสดุเลย และทำหน้าที่เพียงเซ็นชื่อร่วมกับอดีตผู้อำนวยการเท่านั้น เหตุการณ์นี้เธอขอทวงคืนความถูกต้องในฐานะผู้บริสุทธิ์อีกด้วย

“ต้องให้ครูไทยตายเพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน ข้าพเจ้าปัจจุบันเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2555 ข้าพเจ้าเป็นครู คศ.1 ที่ไม่มีความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน หรือระเบียบพัสดุเลย แต่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงเรียนแห่งนี้ตามคำสั่ง แต่ในทางปฏิบัติข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้เซ็นชื่อร่วมกับผู้อำนวยการ ในใบเบิกถอนเงินของโรงเรียนเท่านั้น เอกสารการเงินอื่นๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย ในตอนนั้นข้าพเจ้าเข้าใจเพียงแค่ว่า “เจ้าหน้าที่การเงิน” คือ มีหน้าที่เซ็นชื่อ แล้วกระบวนการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปถอนเงินที่ธนาคาร หรือการจ่ายเงินให้ช่างและร้านค้า”
อีกทั้ง “ผู้อำนวยการเป็นคนดำเนินการทั้งหมด ข้าพเจ้าไม่เคยถือเงินหรือบัญชีโรงเรียน และไม่ได้เป็นผู้ใช้จ่ายเงินโรงเรียนแต่อย่างใด จนกระทั่ง สพป. เข้ามาตรวจสอบภายใน เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนถูกร้องเรียน เรื่องการทุจริตเงินอาหารกลางวัน จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบความผิดปกติจากการเบิกเงิน โดยไม่มีชุดจัดซื้อจากบัญชีเงินอุดหนุน การสอบสวนเกิดขึ้นหลายครั้ง และในระดับจังหวัด โดยอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ยอมรับว่านำเงินไปใช้ผิดประเภทจริง และยินยอมชดใช้เงินคืนโรงเรียนจำนวนสามแสนกว่าบาท”
“ต่อมา ผู้อำนวยการถูกย้ายไปช่วยราชการ และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเรื่องจบแล้ว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าอีก แต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังไปรายงานตัว เนื่องจากย้ายไปเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ป.ป.ช. โทรให้ข้าพเจ้าไปพบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่โรงเรียนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จังหวัดสุพรรณบุรี ได้สอบถามเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอาหารของโรงเรียน ข้าพเจ้าตอบว่า “ใช้เช็คค่ะ” และตอบว่า “สมัยผอ.ใช้ใบแดงถอนค่ะ” หมายถึง ใบเบิกเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง จากนั้นพูดคุยอีกเล็กน้อย แล้วข้าพเจ้าก็กลับมาสอนที่โรงเรียน”
จนกระทั่ง “ผ่านไปอีกสักระยะ ป.ป.ช. เข้ามาสอบสวนข้าพเจ้าที่โรงเรียนอีกรอบ โดยนำสำเนาใบเบิกเงินมาให้ดู แล้วถามว่าใช่ลายเซ็นของข้าพเจ้าหรือไม่ ข้าพเจ้าตอบว่า “ใช่” และได้เล่าให้ ป.ป.ช. ฟังว่า การทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงินในตอนนั้น ข้าพเจ้าแค่เซ็นชื่อร่วมกับผู้อำนวยการเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายเงิน เป็นผู้อำนวยการทำคนเดียวทั้งหมด ต่อมา ต้นเดือนมีนาคม มีจดหมายจาก ป.ป.ช. ให้ข้าพเจ้าไปรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 13 มีนาคม 2566 ว่าข้าพเจ้าร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา ซึ่งข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้าง เป็นจำนวนเงินสามแสนกว่าบาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่ผู้อำนวยการรับผิดชอบ และชดใช้คืนโรงเรียนไปแล้ว”
“แต่ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกับผู้อำนวยการโกงเงินโรงเรียน” ป.ป.ช. ให้ข้าพเจ้าทำหนังสือชี้แจง และหาหลักฐานมา ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเอกสารอะไรเลย แค่เซ็นชื่อร่วมกับผู้อำนวยการเท่านั้น จึงชี้แจงความจริงเป็นบันทึกข้อความส่งไปยัง ป.ป.ช.สุพรรณบุรี หลังจากนั้น ปี 2566 มีการสอบสวนข้าพเจ้าอีกครั้ง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าตัวเองไม่ผิด และน่าจะเป็นเพียงพยานในคดีของผู้อำนวยการ จนกระทั่งวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากเขต แจ้งว่าข้าพเจ้าถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่า ร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน โกงเงินโรงเรียน ตั้งแต่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษ “ปลดออก” หรือ “ไล่ออก” ภายใน 30 วัน ก่อนสิ้นเดือนนี้”
อย่างไรก็ตาม “ข้าพเจ้ายอมรับความผิดแค่เรื่องเดียว คือ “เซ็นชื่อจริง” แต่ข้าพเจ้าทำไปเพราะความไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยคิดว่าในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ทราบข้อกฎหมาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะข้าพเจ้าไม่เคยถือเงิน หรือใช้จ่ายเงินโรงเรียนเลยแม้แต่บาทเดียว ข้าพเจ้าต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่ได้ชื่อว่า “ผู้บริหารโรงเรียน” ข้าพเจ้าไม่มีเงินจ้างทนายมาสู้คดี เพราะทุกวันนี้ก็ทำงานเป็นครูเพียงอย่างเดียว ส่งเสียลูกสองคน สามีไม่มีอาชีพ เป็นพ่อบ้านแทน ข้าพเจ้ายังต้องส่งเสียพ่อแม่อีก เพราะข้าพเจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัว ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงอยากทวงคืนความยุติธรรม ให้กับข้าพเจ้าด้วย”


