“บริเวณช่องแคบไต้หวัน” ประเทศไต้หวัน เป็นภูมิศาสตร์ที่มีลมแรงจัดเป็นลำดับต้นของโลก จนสามารถติดตั้งกังหันลมในทะเลได้ โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Yunlin จัดเป็นหนึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของของไต้หวัน ดำเนินการโดยบริษัท บริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง Skyborn Renewables ถือหุ้น 31.98% TotalEnergies ถือหุ้น 29.46% EGCO Group ถือหุ้น 26.56% และ Sojitz Corporation ถือหุ้น 12%

Yunlin มีศักยภาพการผลิตไฟฟ้า 2,400 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือนไต้หวันมากกว่า600,000 หลังคาเรือน คิดเป็น 90% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมดของมณฑลหยุนหลิน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี

ภายหลังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า(Electricity Business License – EBL)เพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันบริษัทTotalEnergiesรับหน้าที่หลักด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษา (Operations and Maintenance – O&M)ในขณะที่บริษัทSkyborn Renewablesดูแลด้านงานบริหารจัดการโครงการ โดยในส่วนของผู้ถือหุ้นอีกสองราย EGCO Group และSojitz Corporation มีบทบาทให้การสนับสนุนด้านการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าและการบริหารธุรกิจในไต้หวัน รวมถึงตัดสินใจในการบริหารงานสำคัญต่าง ๆ ของโครงการ

EGCO Group ได้นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin เมื่อเร็วนี้ ๆภายใต้การนำของ ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group โดยระบุว่า “EGCO Group”เริ่มเข้าไปลงทุนในไต้หวันปลายปี2562 ซึ่งไต้หวันมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ชัดเจน การตั้งเป้าลดการพึ่งพานิวเคลียร์และถ่านหิน ผลักดันให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเป็นพื้นที ที่มีศักยภาพในการลงทุนพลังงานลมนอกชายฝั่ง ไต้หวันได้ส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว

“Yunlin เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งแห่งแรกของ EGCO Group ที่ดำเนินการในไต้หวัน นอกจากช่วยสร้างพลังงานสีเขียวให้กับไต้หวันแล้ว ยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามสัดส่วนการถือหุ้นให้ EGCO Group ประมาณ 170 เมกะวัตต์ ในขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนให้ EGCO Group บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573 ด้วย สำหรับด้านผลการดำเนินงาน คาดว่า Yunlin จะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม 2568) Yunlinมีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) ประมาณ 35% ซึ่ง Capacity Factor เฉลี่ยในระดับที่สูงนี้ ยืนยันศักยภาพของพลังงานลมในพื้นที่ช่องแคบไต้หวันและการสร้างรายได้ในอนาคต” ดร.จิราพร กล่าว

กว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนไต้หวัน เบื้องหลังการก่อสร้างมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย ในพื้นที่ 82 ตารางกิโลเมตร (เทียบเท่าจ.สมุทรสงคราม) ติดตั้งกังหันลม 80ต้น ที่มีกำลังผลิตต้นละ 8 เมกะวัตต์ ขณะที่เสากังหันลม (Monopile) ตั้งอยู่ในระดับความลึกของน้ำทะเลในช่วง 7-35 เมตร

พื้นที่ติดตั้งกังหันลมตั้งอยู่ในบริเวณน้ำตื้น โดยมีความลึกตั้งแต่ระดับ 8 ถึง 32 เมตร พร้อมทั้งกระแสน้ำขึ้นลงรุนแรง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการกัดเซาะฐานราก และจำกัดการเข้าถึงของเรือติดตั้ง นอกจากนี้ พื้นที่โครงการตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวันที่มีคลื่นสูงถึง10 เมตรในวันที่สภาพอากาศรุนแรง ขณะที่สภาพอากาศปกติคลื่นบริเวณนี้สูงถึง 1 เมตร ถือว่าเป็นความยากของการติดตั้ง ซึ่งเสากังหันลมมีน้ำหนักประมาณ 1 พันตัน ความสูง100 เมตรต้องใช้เรือขนาดใหญ่ในการยกเสาขึ้นไป

สำหรับกังหันลมที่ติดตั้งบริเวณช่องแคบไต้หวัน ได้รับการออกแบบตัวกังหันกำหนดให้การหมุนของใบพัดในระดับหนึ่ง หากมีพายุรุนแรงกังหันจะเก็บใบพัดอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเสียหาย นอกจากนี้มีเงื่อนไขของการลงทุน รัฐบาลไต้หวันกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการติดตั้งกังหันลมให้กับบริษัทในประเทศด้วย โดยกังหันลมจำนวน 40 ต้นผลิตในไต้หวันและอีก 40 ต้นผลิตในยุโรป

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งผ่านมายังสายเคเบิลใต้น้ำซึ่งมีระยะทางรวม270 กม. (ระยะทางเทียบเท่ากรุงเทพนนครสวรรค์ ) พร้อมติดตั้งเรดาร์ป้องกันไม่ให้เรือเข้าไปใกล้สายเคเบิลใต้น้ำ เพราะอาจสร้างความเสียหาย ไฟฟ้าที่ได้จากเคเบิ้ลใต้น้ำ จะถูกส่งมายังสถานีไฟฟ้า (Substation) ตั้งอยู่ที่อำเภอไถซี่ และอำเภอซื่อหู เป็นอาคาร 3 ชั้น ที่ใช้ระบบควบคุมทางออนไลน์ ไม่ต้องมีคนอยู่ภายในอาคาร โดยมีทีมปฏิบัติการและบำรุงรักษาเข้าตรวจสอบอุปกรณ์เป็นระยะ

นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งกล้องใต้น้ำบนฐานรากของกังหันลม 2 แห่ง เพื่อติดตามการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ใต้ทะเล ซึ่งพบว่า โรงไฟฟ้ามีบทบาทคล้ายแนวปะการังเทียมในการสร้างถิ่นอาศัยทางทะเลได้

สร้างกันหันลมในทะเลดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไร??
มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมในขั้นตอบการตอกเสากับหันลม (Monopiles) เพื่อดูแลและปกป้องสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมาสีชมพู (Chinese white dolphin) หรือวาฬ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง
**ก่อนการก่อสร้างจริง 30 นาทีจะส่งเรือ 4 ลำ ไปใน 4 ทิศทาง ภายในรัศมี 750 เมตรรอบบริเวณที่มีการก่อสร้างเสากังหันลม (Exclusive Zone) เพื่อสำรวจพื้นที่ล่วงหน้า
**ระหว่างที่มีการตอกเสากังหันลมจะส่งเรืออีก 2 ลำ เพื่อสำรวจและป้องกันสัตว์ทะเลในพื้ที่เฝ้าระวังเป็นชั้นที่ 2 (Precautionary Area) ในระยะ 750-1,500 เมตร จากรัศมีการตอกเสากังหัน หากมีสัตว์ทะเลเข้ามาในพื้นที่นี้ระหว่างการตอกเสากังหันลม จะหยุดการก่อสร้างชั่วคราว
**โครงการได้กำหนดมาตรฐานระดับเสียงใต้น้ำ ในพื้นที่ Exclusive Zone ไม่เกิน 160 เดซิเบล เนื่องจากเป็นระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์ทะเล
**ระหว่างการก่อสร้างจะสร้างม่านฟองอากาศใต้น้ำขึ้น 2 ชั้น ในระยะ 750-1,500 เมตรล้อมรอบจุดที่มีการตอกเสากังหัน เพื่อลดผลกระทบทางเสียงลงกว่า 90% และช่วยปกป้องสัตว์ทะเลที่ใช้คลื่นอัลตราชาวด์ในการสื่อสาร
**ติดต่อม่านดักตะกอน (Silt Curtain) ตลอดแนวชายฝั่งน้ำตื้น (ความลึกน้อยกว่า 5 เมตร)ในระหว่างที่มีการติดตั้งสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่กระจายของสารแขวนลอย รวมถึงป้องกันไม่ให้ปลาหรือสัตว์ทะเลอื่น ๆ เข้ามาในบริเวณที่มีการก่อสร้าง



