ถือเป็นการชี้ทางออกทางการเมืองที่ถูกมองว่ามีความชัดเจนมากขึ้น หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้า ทั้งเรื่องการบริหารงานที่มีปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แต่หนักที่สุดคือเดินเข้าสู่ “เดดโซน” ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) กำลังตรวจสอบประเด็นคลิปเสียงระหว่างหัวหน้ารัฐบาลกับ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานวุฒิสภา ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามแนวชายแดน ถ้าบทสรุปออกมาในทางลบ นั่นหมายความว่า ถ้า น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งไป พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำรัฐบาลจะหาทางออกอย่างไร จะยอมปล่อยให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลแทนหรือไม่
ในที่สุด “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ก็ออกมาแจกแจงความชัดเจนในระหว่างมาร่วมเป็นแขกรับเชิญในรายการ 55 ปี เนชั่น ผ่าทางตันประเทศไทย เอ็กซ์คลูซีฟ ทอล์ก
“นายทักษิณ” ในฐานะบุพการีหัวหน้ารัฐบาล ยืนยัน ทุกคนเก่งคณิตศาสตร์หมด ไม่มีอะไรเกินกว่าจะสามารถแก้ได้ ขอบอกเลยว่าการเมืองไม่ถึงทางตัน ไม่ตัน ส่วนเรื่องเสียงในสภาที่ปริ่มน้ำจะต้องทำอย่างไรนั้น เราต้องบริหารและเพิ่มคนไป เดี๋ยวก็ต้องร้องเพลง “ฉันเปล่านะ เขามาเอง” ก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกเราเป็นเบิร์ด เพราะรักทุกคน ส่วนวิตกกังวลหรือไม่ว่า น.ส.แพทองธาร จะพ้นจากหน้าที่นายกฯ แล้วทำให้เกมการเมืองถึงขั้นยุบสภานั้น ตนมั่นใจตามข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงและมั่นใจความบริสุทธิ์ใจของลูกสาว เชื่อว่าศาลน่าจะรับฟังด้วยเหตุและผลว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เราสามารถอธิบายได้หมด
เมื่อถามว่า กลไกการเมืองบริบทปัจจุบัน นำไปสู่กลไกที่บอกว่า นายกฯ แพทองธาร ติดกับดัก รักษาการนายกฯ ประคองต่อไป ถ้านายกฯ แพทองธาร ไม่ลาออก เกิดกลไกยุบสภา แล้วรัฐบาลอายุสั้น ประเมินแบบนี้หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “มีหลายออพชั่น คือ นายกฯ แพทองธาร รอด ก็กลับไปทำงานเหมือนเดิมเต็มที่ ผลักดันนโยบายต่อ ทีนี้ยาว ถ้าสมมุติว่าไม่รอด มีทางเลือก 2 อย่าง คือ เสนอนายชัยเกษม นิติศิริ หรือยุบสภา นายชัยเกษม ยังฟิต ตีกอล์ฟสบายมาก”
นั่นหมายความว่า เสียงของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะปริ่มน้ำ 255 เสียง อาจมี สส.ไหลมาเติม ซึ่งอาจจะเกิดจากปัจจัยบางอย่าง ยิ่งในระหว่างการโหวตให้ถอนร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ตามข้อเสนอของพรรค พท.นั้น มติออกมาด้วยคะแนน 253 ต่อ 66 เสียงนั้น จากการสำรวจเอกสารของสภา พบว่า ในส่วนคะแนนเห็นชอบให้ถอนร่างดังกล่าว พรรคร่วมรัฐบาลลงมติให้ถอนร่างไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 3 เสียง ลงมติเห็นชอบให้ถอนร่างด้วย ได้แก่ นายชูกัน กุลวงษา สส.นครพนม น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์ และนางอรอุมา บุญศิริ สส.บึงกาฬ ซึ่งแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่ของพรรค
ส่วนประเด็นการวินิจฉัยของศาล รธน. ปมกรณีการตรวจสอบ น.ส.แพทองธาร หากไปได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่รอดก็ยังมี นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตคนสุดท้ายพร้อมรับไม้ต่อ และทางออกสุดท้ายหากไปไม่ได้จริงๆ คือ ยุบสภา นั่นหมายความว่า จะไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาสวมรอยเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะคงเกรงจะมีปัญหาเรื่องความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบทางการเมือง ในช่วงเป็นรักษาการก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นคำตอบทางการเมืองที่มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง
ขณะที่อีกประเด็นที่ยังต้องตามในสัปดาห์หน้า คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีผู้เสนอเข้ามาโดยมีเนื้อหาทำนองเดียวกัน 5 ฉบับได้แก่ 1.ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ของนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 2.ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.) 3.ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคล ซึ่งได้กระทำความความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ของนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) 4. ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ของ น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 36,723 คน เป็นผู้เสนอ และ 5. ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.และคณะ ซึ่งเป็นฉบับที่เสนอเข้ามาใหม่และยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ แต่ประธานในที่ประชุมอนุญาตให้นำมาพิจารณาในคราวเดียวกันได้
โดย “นายวิชัย” ในฐานะผู้เสนอร่างพรรค รทสช. ชี้แจงโดยย้ำหลักการ และเจตนาการเสนอร่างของพรรค รทสช.ตอนหนึ่ง ว่า จะไม่นิรโทษกรรมกับการกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบทุกคดี รวมถึงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เราไม่ได้จัดให้ไว้ใน ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอ
ด้าน “นายรังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ชี้แจงสาระสำคัญร่างฯ ตอนหนึ่งว่า ทราบดีว่า ร่างพรรค ปชน. ไม่เป็นที่สบายใจของหลายฝ่าย แม้เราจะเขียนกว้างๆ ไม่ได้ระบุไว้ว่า มีกฎหมายไหนบ้างต้องนิรโทษกรรม แต่หลายฝ่ายพยายามบอกว่า ต้องรวมถึงมาตรา 112 แน่นอน ดังนั้น จะไม่มีทางโหวตให้ การติดกรอบแค่นี้ทำให้สังคมไทยคลี่คลายความขัดแย้งได้จริงๆ หรือ ซึ่งเราดีไซน์คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม ที่มีตัวแทนประชาชน ผ่านสภา ทั้งซีกรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผสมไปกับตัวแทนศาล อัยการ จะเป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ขอร้องต่อเพื่อสมาชิกทุกๆ ท่าน มันอีกนิดเดียว ที่เราจะทำสำเร็จ ทำให้กฎหมายฉบับนี้คลี่คลายความขัดแย้งบ้านเมือง กระดิ่งตั้งอยู่ตรงหน้าเรานิดเดียว แต่ขออย่าตั้งแง่กันได้ไหม
“นายภราดร ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรค ภท. กล่าวชี้แจงหลักการร่างฉบับพรรคว่า หลักใหญ่นิรโทษกรรม ผู้ที่กระทำผิดจากการชุมนุมทางการเมือง จะเว้นไม่นิรโทษกรรมให้ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มทำผิดมาตรา 112 กลุ่มทำผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กลุ่มที่ถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงถึงชีวิต และกลุ่มที่ก่อความเสียหายให้กับเอกชน พรรค ภท. แสดงจุดยืนว่า คนที่ละเมิดหรือทำผิด มาตรา 112 ไม่สามารถนิรโทษกรรมให้ได้ ตนเข้าใจดีถึงความรู้สึกของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ เราควรต้องรอสังคมมีความพร้อมในบางกรณี อย่าทำให้บางกรณีพัวพันทำให้ทุกกรณีต้องตกขบวนไปด้วย เรามีตัวอย่างของความเจ็บปวดมาแล้ว กรณีของนิรโทษกรรมสุดซอย ที่สังคมรับไม่ได้ ถึงเวลาไม่ได้รับการนิรโทษกรรมสักคนเดียว แบบนี้ไม่เกิดประโยชน์
ส่วน “นายอดิศร เพียงเกศ” สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค พท. อภิปรายว่า การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องง่ายๆ การให้อภัยเป็นเรื่องง่าย แต่ทำไมต้องทำเป็นเรื่องยาก คิดไม่เหมือนกันก็อภัยทานกัน พรรค พท.เองก็เห็นว่าคุณประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้จะมหาศาล จึงขอเรียกร้อง อยากให้บ้านเมืองนี้ไปได้จริงๆ อย่าคิดเล็กคิดน้อย บ้านเมืองไม่สามัคคี จะไปพัฒนาภายนอกได้อย่างไร บุคลากรสำคัญที่สุด ลูกหลานคิดต่างแล้วติดคุก ถ้าเป็นลูกของคุณบ้างจะอยู่อย่างไร นายกฯ หารือผู้มีอำนาจจะมีความสุขได้อย่างไร หากลูกหลานคิดต่างแล้วติดคุกโดยไม่ได้รับการอภัยโทษ
“วันนี้เรามาทำบุญแบบยิ่งใหญ่กันดีไหมครับ ทำบุญทางการเมือง ให้ลูกหลานหรือคนที่เห็นต่างกันได้มีอิสรภาพ เพื่อมาพัฒนาชาติบ้านเมือง” นายอดิศร กล่าว
สำหรับสาระสำคัญของกลุ่มร่างกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมทางการเมืองนั้น พบว่า เนื้อหามีความคล้ายกัน คือ การนิรโทษกรรมทางการเมือง โดยให้มีกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณาบุคคลที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม สำหรับคดีที่จะได้รับการนิรโทษกรรมนั้นมีความต่างและแยกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฉบับที่เสนอโดยพรรค รทสช. พรรค กธ. พรรค ภท. ได้กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนคือ ไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ขณะที่ฉบับของพรรค ปชน.และฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน รวมการนิรโทษกรรมคดี 112 ไว้ด้วย ซึ่งการพิจารณายังไม่ได้ข้อสรุป จะนัดพิจารณากันใหม่ในสัปดาห์หน้า
หลายคนจับตามองไปที่ท่าทีพรรค พท. ซึ่งไม่ได้นำเสนอร่างกฎหมาย จะมีจุดยืนอย่างไร แม้คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการล้างผิดในมาตรา 112 แต่การอภิปรายของ สส. พรรค พท.บางคน ก็ชี้ให้เห็นว่า ควรล้างผิดในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งถ้าหากสองพรรคการเมือง ทั้ง ปชน.และพท.เห็นด้วยกันการผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ให้ล้างผิดมาตรา 112 จะผ่านความเห็นชอบจากสภาทันที เพราะพรรคสีส้มมี สส. 143 เสียง พรรคสีแดงมี 140 เสียง รวมแล้ว 283 เสียง
ที่น่าสนใจคือ พรรค ภท.ที่มี สส. 69 เสียง พบว่า 3 เสียงโหวตเห็นด้วย ตามที่รัฐบาลเสนอถอนร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมีกระแสข่าวเตรียมย้ายพรรคไปสังกัด พท. หรือ กธ. นายชูกัน กุลวงษา สส.นครพนม หนึ่งในเสียงที่โหวตกับมติพรรคพท. กล่าวถึงการโหวตสวนมติพรรค ที่ลงมติเห็นด้วยกับรัฐบาลว่า คนส่วนมากอยากให้ยกประเด็นนี้ออกไป จะได้ไม่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคม
เมื่อถามว่า ตอนนี้คนเรียกว่าเป็น “งูเห่า” แล้ว อยากชี้แจงอย่างไร นายชูกัน กล่าวว่า ก็แล้วแต่คนจะเรียก ยืนยันว่าเราทำหน้าที่ของเรา ไม่ได้ฝักใฝ่อะไรต่างๆ นานา ไม่มีใครมาบังคับ หรือเรียกร้อง เราตัดสินใจด้วยตัวเอง เบื้องต้นในการโหวตสวนมติพรรค ยังไม่ได้พูดคุยกับทางพรรค ภท. ทางพรรคยังไม่ได้ประสานอะไรมา เมื่อถามว่า จะยังอยู่กับพรรค ภท.ต่อหรือไม่ นายชูกัน กล่าวว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจ จะไปไหนมาไหน ยังตัดสินใจว่าสิ่งใดที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง หรือทำให้เกิดความสามัคคีเกิดขึ้น บ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองเดินได้ เป็นหน้าที่ของ สส.ที่ต้องสนับสนุนในลักษณะนี้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อย่างนี้คิดว่าแนวทางของพรรคพท.หรือพรรค กธ. ที่เหมาะสม นายชูกัน กล่าวยืนยัน ยังไม่คิดว่าพรรคใดเหมาะกับเรา สิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะเหมาะกับเรา และเสียงคนจำนวนมากที่ต้องการ
เมื่อถามว่า หากพรรค ภท.เรียกเข้าไปชี้แจง จะเข้ามาประชุมหรือไม่ นายชูกัน กล่าวว่า “ก็ถ้าเขาไม่รังเกียจก็ยินดีหมดทุกอย่าง ไม่ได้ว่าอะไร แต่ในเบื้องต้นยังไม่ได้รับการติดต่อมา ทุกอย่างว่ากันไปตามกระบวนการของพรรค”
ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เขาเรียกกันว่า “งูเห่า” ตรงนี้ไม่กลัวครูใหญ่ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเน็ต นายชูกัน กล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดอะไร ก็ไปตามวิถีทางลักษณะนี้ ท่านก็คงคิดอะไรถูก อะไรผิด หรือควรไม่ควร ท่านคงจะแยกแยะ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่คงไม่มาประหัตประหารเด็กในลักษณะนี้หรอก เพราะไม่ได้ทำอะไรเสียหายมากมาย
รอดูว่า สส.พรรค ภท.จะเจอพลังดูดหรือไม่ ยิ่ง นายทักษิณ ออกมาประกาศถึงการรับมือกับภาวะเสียงปริ่มน้ำว่า เราต้องบริหารและเพิ่มคนไป เดี๋ยวก็ต้องร้องเพลง “ฉันเปล่านะ เขามาเอง” ก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกเราเป็นเบิร์ด.
“ทีมข่าวการเมือง”



