สวัสดีวันหยุด และพบกับสารพันสาระยานยนต์กับ อ้วนซ่า แอบซิ่ง เหมือนเช่นเคย วันนี้ก็ขอนำเสนอข่าวสารรถใหม่ที่จ่อจะเปิดตัวในบ้านเรา ในวันที่ 8 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ด้วยราคาที่น่าจะ “ตลาดแตก” นั่นก็คือ รถเก๋งพิกัด ซี-เซ็กเมนต์ (C-Segment) จากค่าย บีวายดี (BYD) รุ่น ซีล 5 ที่ใช้ระบบขับเคลื่อน ดีเอ็ม-ไอ (Seal 5 DM-i) ที่จะผลิตออกมาจากโรงงานของ บีวายดี ที่จังหวัดระยอง!

                ซึ่งระบบ DM-i นี้เป็นระบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในรถขายดีของพวกเขาในบ้านเรา นั่นก็คือ เอสยูวี รุ่น ซีไลออน 6 ดีเอ็ม-ไอ (Sealion 6 DM-i) นั่นก็คือ ระบบปลั้กอิน-ไฮบริด ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า ดูอัล โมด อินเทลลิเจน (Dual Mode- Intelligent) ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของพวกเขา ที่นอกจากจะมีเครื่องยนต์สันดาปแล้ว ก็ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถชาร์จไฟภายนอกได้ โดยรูปแบบของการขับขี่ส่วนใหญ่นั้นจะขับเคลื่อนด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟจากแบตเตอรี่เป็นหลัก จะมีเพียงบางสถานการณ์เท่านั้นที่ เครื่องยนต์สันดาป จะส่งกำลังลงสู่ล้อ ควบคู่ไปกับ มอเตอร์ไฟฟ้า เรียกว่า หลักๆแล้วเครื่องยนต์จะปั่นไฟไปให้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก นอกจากเวลาที่ต้องการพละกำลังสูงสุดเท่านั้นจึงจะส่งกำลังลงสู่ล้อ “ควบคู่” ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ระบบ ดีเอ็ม-ไอ นี้ ปล่อยมลภาวะต่ำ และมอบระยะทางการขับขี่ที่ทำได้ไกลหายห่วง ไม่ต้องกังวลกับสถานีชาร์จ

                ด้านรูปลักษณ์ภายนอกนั้น เป็นทรงซีดานแบบ 3 กล่อง ที่มีกลิ่นอายของรถร่วมค่ายอย่าง ซีไลออน 6 ผสมผสานกับ ซีล (Seal) ชัดเจน  เป็นรถที่มีรูปทรงไหลลื่น หน้าตาทันสมัย ไม่มีอะไรขัดตา โดยพิกัดขนาดตัวนั้น ใหญ่กว่า เจ้าตลาด ซี-เซ็กเมนต์ อย่างฮอนด้า ซีวิค พอสมควร และทิ้งห่าง โตโยต้า อัลติส ไปไกล คือ ยาว 4,780 มม. (ยาวกว่าซีวิค ราว 4 นิ้ว) กว้าง 1,837 มม. (กว้างกว่าซีวิค ราว 1 นิ้ว) สูง 1,495 มม. (สูงกว่าซีวิค ราว 3 นิ้ว) และมีฐานล้อยาว 2,718 มม. (สั้นกว่าซีวิค เกือบ 1 นิ้ว)

                ในส่วนของห้องโดยสารนั้น มาในรูปแบบเดียวกับของ บีวายดี คันอื่นๆนั่นก็คือ มีจอภาพอินโฟเทนเมนต์ หมุนได้ขนาดใหญ่ 12.8 นิ้ว อยู่กลางแผงคอนโซล แต่ในรุ่นนี้ตัดระบบแอร์สวิงออกไป ช่องแอร์ปรับด้วยมือแทน ซึ่งก็น่าจะถูกใจคนส่วนใหญ่ เรียกว่า โดยรวมๆคนที่คุ้นเคยกับห้องโดยสารของค่าย บีวายดี ก็จะรู้สึกว่ามันคือครอบครัวเดียวกัน แน่นอนว่า ถูกใจคนชอบความไฮเทค แต่คนที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะหงุดหงิดกับการต้องกดหน้าจอบ้างในช่วงแรกๆ แต่ถ้าใช้ๆไป ก็จะเรียนรู้เทคนิคต่างๆไปเอง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งงานผ่านพวงมาลัยหรือ การสั่งงานด้วยเสียง แต่ที่แน่ๆ ถ้ายังมีไฟในแบตเตอรี่ รถรุ่นนี้จอดเปิดแอร์ดูหนังในรถได้สบาย ไม่ปล่อยควัน

                ด้านขุมกำลังนั้นเป็นแบบปลั้กอินไฮบริด ที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ผสมกับมอเตอร์ไฟฟ้า แต่มีให้เลือก 2 แบบคือ แบบแรกในเวอร์ชั่น ไดนามิก (Dynamic) จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 8.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหน้า มีกำลังสูงสุด 179 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 316 นิวตันเมตร สามารถวิ่งแบบไฟฟ้าล้วนได้ 50 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) และเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์จะวิ่งได้ไกลสุดถึง 1,175 กิโลเมตร/ น้ำมันหนึ่งถัง (48 ลิตร) ความเร็วในการชาร์จคือ 2.9 กิโลวัตต์ (ใช้ได้เฉพาะการชาร์จ AC) ใช้เวลาชาร์จ 0-100% ในเวลา 3 ชั่วโมง

                แบบที่สองคือ แบบพรีเมี่ยม ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหน้า มีกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 197 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 325 นิวตันเมตร สามารถวิ่งแบบไฟฟ้าล้วนได้ 115 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) และเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์จะวิ่งได้ไกลสุดถึง 1,240 กิโลเมตร/ น้ำมันหนึ่งถัง (48 ลิตร) ความเร็วในการชาร์จคือ 6.0 กิโลวัตต์ (ใช้ได้เฉพาะการชาร์จ AC) ใช้เวลาชาร์จ 0-100% ในเวลา 3.5 ชั่วโมง ทั้งสองรุ่นทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.3 วินาที และความเร็วสูงสุดทำได้ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง

                สเปครวมๆเรียกว่า “ฉ่ำ” และยิ่งมารู้ว่า ราคาเปิดตัวจะเริ่มต้นด้วยเลข 6! ยิ่งน่าตื่นตะลึง ใช่แล้ว รถรุ่นนี้จะขายเริ่มต้นกันที่ หลัก 6 แสนบาท (ส่วนจะอีกกี่หมื่นต้องรอวันที่ 8 สิงหาคม) เรียกว่า ในขนาดตัวที่ใหญ่กว่า ฮอนด้า ซีวิค แถมมีออฟชั่นติดตัวมาแบบฉ่ำๆ แต่ทำราคาลงไปชนกับรถคลาส บี เซ็กเมนต์ อย่าง ฮอนด้า ซิตี้, โตโยต้า ยาริส เอทีพ กันเลยทีเดียว การันตีว่า “ตลาดแตก”