กรณีตำรวจ บช.ก. จับกุม นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ พ่อค้าน้ำมันเถื่อน ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน จับกุมได้จากตลาดกลางคืนย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังหลบหนีคดีตั้งแต่ปี 2555 ก่อนส่งตัวให้อัยการจังหวัดสงขลา และถูกปล่อยตัวเพราะอัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ ก่อนมาพบว่ามีหมายจับศาลจังหวัดปัตตานีในภายหลัง ส่วนเสี่ยโจ้ เชื่อว่าหลบหนีข้ามแดนไปประเทศกัมพูชา ด้าน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีความเห็นแย้งคำสั่งอัยการที่ไม่ฟ้องคดี ขณะที่ ผบ.ตร. ยอมรับมีตำรวจบกพร่องเรื่องทำหมายจับหาย ทำให้ได้รับการปล่อยตัวแล้วหลบหนี ทำให้ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตำรวจที่บกพร่องคดี พร้อมสั่งพลิกแผ่นดินล่าตัวเจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อนด่วนแล้วนั้น

จับ ‘เสี่ยโจ้’ เจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ อ้างสนิท ‘บิ๊กก้อง’ แต่เจอหน้ากลับไม่รู้!

ขีดเส้น3วัน! สอบคดี ‘เสี่ยโจ้’ หากเจอตร.มีเอี่ยวสั่งฟันวินัย-อาญาทันที

ตร.เห็นแย้งคำสั่งอัยการ ที่ไม่ฟ้อง “เสี่ยโจ้”ฟอกเงิน

ผบช.ภ.9 ตั้งกก.สอบ ตำรวจบกพร่องคดี ‘เสี่ยโจ้’ พร้อมสั่งล่าตัว ‘เจ้าพ่อค้าน้ำมันเถื่อน’ ด่วน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ย. พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 กล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่า กรณีพบตำรวจระดับสารวัตรนายหนึ่ง ที่บกพร่องไม่ได้นำหมายศาลเข้าระบบของหมายจับ ทำให้ตรวจไม่พบหมายจับในวันที่ตำรวจจับกุมเสี่ยโจ้ได้ที่ สน.ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งในเบื้องต้นได้ส่งชื่อตำรวจผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ให้ ผบ.ตร. เพื่อประสานกับต้นสังกัดของนายตำรวจคนดังกล่าว ที่ย้ายไปรับราชการนอกสังกัดของ บช.ภ.9 แล้ว ยืนยันว่าในขณะนี้พบผู้ทำผิดเพียงคนเดียว แต่ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี สืบสวนสอบสวนรื้อคดีเพิ่มเติมว่า ยังมีใครร่วมในการทำผิดหรือไม่ และสั่งการให้สอบสวนกลุ่มบุคคลที่พาเสี่ยโจ้ หนีจากที่ควบคุมตัวของศาลจังหวัดปัตตานี หลังฟังคำพิพากษา ซึ่งในเบื้องต้นหลังเกิดเหตุมีตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อเอาผิดกับตำรวจที่ควบคุมผู้ต้องหาและสั่งให้ออกจากราชการไปแล้ว ส่วนผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ หลบหนีออกจากประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความผิดด้วยจะต้องมีการสอบสวนเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี

ผู้สื่อข่าวรายว่า การดำเนินธุรกิจค้าน้ำมันเถื่อนกลางทะเล และการนำไม้จาก สปป.ลาว เข้ามาทาง จ.หนองคาย และบึงกาฬ มาขายใน จ.ปัตตานี และที่อื่นๆ ด้วยการปลอมแปลงเอกสารและตราประทับของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เสี่ยโจ้ มีจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย และเสี่ยโจ้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตำรวจในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าการที่ ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี ไม่ได้ดำเนินการนำหมายจับเสี่ยโจ้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มาจากสายสัมพันธ์ดังกล่าว ส่วนนายตำรวจระดับสารวัตร ที่นำหมายจากศาลมายัง สภ.เมืองปัตตานี เชื่อว่าเป็นเพียงแพะรับบาปแทนนายตำรวจระดับสูง

ด้านแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเสี่ยโจ้ แจ้งว่า หลังการหลบหนีคดี เสี่ยโจ้ได้ไปอยู่เกาะกง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากเสี่ยโจ้มีสัมปทานขายน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ให้กับบริษัทน้ำมันในประเทศกัมพูชา และได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวกัมพูชา ถือหนังสือเดินทางของประเทศดังกล่าวในการเดินทางเข้าประเทศไทย เสี่ยโจ้ จึงเป็นคน 2 สัญชาติ อีกทั้งมีบ้านพักและบริษัทใหญ่ซึ่งเป็นฐานบัญชาการอยู่ที่ อ.เมือง จ.หนองคาย 

ทั้งนี้ในการเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมเสี่ยโจ้ โดย พล.ต.จตุพร กลัมพะสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี หัวหน้าชุดปราบปรามภัยแทรกซ้อน ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อปี 2559 นอกจากเอกสารแสดงดวงตราประทับปลอมแล้ว ยังยึดได้เอกสารที่เป็นรายละเอียดในการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายสังกัด แต่เอกสารทั้งหมดไม่มีนำมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่มีเส้นทางการโอนเงินที่ชัดเจน ทั้งชื่อ ตำแหน่ง เลขที่บัญชีของธนาคาร และบางรายการของการเงินมีเป็นชื่อและบัญชี หลังบ้านของนายตำรวจระดับสูงรวมอยู่ด้วย