สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองซาคราเมนโต สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ว่า บทความดังกล่าวระบุว่า ผู้ปกครองเกือบ 60% มองว่าสุขภาพจิตของบุตรหลานตนเองอยู่ในระดับ “แย่มากหรือค่อนข้างแย่” และย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คุณภาพของการใช้งานหน้าจอ เช่น การใช้โซเชียลมีเดียหรือโทรศัพท์แบบย้ำคิดย้ำทำ ส่งผลเสียมากกว่าระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้บนโลกออนไลน์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีส่วนทำให้วัยรุ่นอเมริกันเครียดแบบฝังรากลึก
วิกฤติสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลังคณะนักวิจัยได้เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งสำคัญลงในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกัน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นผลการติดตามเด็กชาวอเมริกันเกือบ 4,300 คน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาสี่ปี พบว่าวัยรุ่นที่เสพติดโซเชียลมีเดีย โทรศัพท์มือถือ หรือวิดีโอเกม เสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เสพติดโซเชียลมีเดียในระดับต่ำ
ผลการศึกษาครั้งนี้ท้าทายความเชื่อแบบเดิม เกี่ยวกับการจำกัดเวลาใช้หน้าจอ โดยพบว่าเวลาการใช้หน้าจอทั้งหมดเมื่ออายุ 10 ปี ไม่ได้สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายในตอนโต แต่เด็กที่มีรูปแบบการใช้แบบย้ำคิดย้ำทำ เช่น ไม่สามารถหยุดเล่นได้ รู้สึกเครียดเมื่อไม่ได้ใช้อุปกรณ์ หรือใช้หน้าจอเพื่อหลีกหนีปัญหา เสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมดังกล่าวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤติการณ์สุขภาพจิตนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรณีส่วนบุคคลเท่านั้น จากการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนประจำปี 2566 โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) พบว่า 1 ใน 5 ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในสหรัฐ มีความคิดพยายามฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



