เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่รัฐสภา น.ส.พอโทะกิ ตัวแทนภาคประชาสังคมชายแดนและเครือข่าย ยื่นหนังสือกับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และ กมธ.การต่างประเทศ น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.การแรงงาน เรื่องขอโอกาสให้ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้ออกมาเป็นทรัพยากรแรงงานที่มีคุณภาพของสังคมไทย 

น.ส.พอโทะกิ กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยเป็นที่พักพิงของผู้หนีภัยจากเมียนมาหลายแสนคนมานานกว่า 40 ปี แม้ว่าบางส่วนจะไปตั้งถิ่นฐานใหม่แล้ว แต่ความขัดแย้งชายแดนยังทำให้มีผู้ลี้ภัยกว่าแสนคนอาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แต่การจำกัดสิทธิในการทำงานทำให้เกิดปัญหา ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเกิดและเติบโตในไทย การเปิดโอกาสให้พวกเขาเป็นทรัพยากรมนุษย์จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ลี้ภัยและประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาคประชาสังคมเสนอให้จัดการเปลี่ยนผ่านให้ผู้ลี้ภัยสามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกำลังจะสิ้นสุดลง 

น.ส.พอโทะกิ กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้นจึงขอให้คณะ กมธ. พิจารณาและผลักดัน ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาข้อมูลและความคิดเห็นจากทั้งผู้หนีภัยการสู้รบ เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น องค์กรเอกชน ตลอดจนภาคธุรกิจชายแดนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.เพื่อคลี่คลายวิกฤติมนุษยธรรรม รัฐบาลไทยควรอนุมัติโครงการนำร่องเพื่อจัดระเบียบการออกมาทำงานของผู้หนีภัย การสู้รบในขอบเขตพื้นที่ชายแดนโดยเร่งด่วน ผู้หนีภัยการสู้รบที่มีบัตรประจำตัวและทะเบียนครัวเรือนในพื้นที่พักพิงฯ กับกระทรวงมหาดไทย ควรได้รับอนุญาตให้ออกมาทำงานแบบไป-กลับ ในพื้นที่ตำบลที่ตั้งพื้นที่พักพิงฯ และใกล้เคียงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน ขณะที่กระบวนการปรึกษาหารือและออกแบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบสำหรับขอบเขต เวลาและพื้นที่ที่กว้างขึ้นจะต้องได้รับการเร่งดำเนินไปควบคู่กัน 

น.ส.พอโทะกิ กล่าวอีกว่า 2.เพื่อประกันความสำเร็จของโครงการ รูปแบบการจัดการควรมาจากการปรึกษาหารือระหว่างรัฐกับนายจ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมนุษยธรรม และภาคประชาสังคมผู้ลี้ภัยในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจมีสภาพแวดล้อมและความต้องการแรงงานต่างกัน การประเมินโครงการสม่ำเสมอเป็นระยะสั้นในช่วงแรกจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบ และสามารถนำไปสู่การขยายพื้นที่ต่อไปได้ในอนาคต 3.เพื่อให้ผู้หนีภัยการสู้รบเข้าถึงโอกาสการเป็นทรัพยากรแรงงานได้จริง ระบบการจ้างงานจะต้องมีขั้นตอนน้อยที่สุด และไม่คิดค่าธรรมเนียมการทำบัตรประจำตัวกับใบอนุญาตทำงานจากผู้หนีภัยการสู้รบ ซึ่งมีตัวตนกับที่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยแล้ว และไม่อยู่ในสถานะทางเศรษฐกิจที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงสิทธิการทำงานได้

น.ส.พอโทะกิ กล่าวอีกว่า 4.เพื่อพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ศักยภาพด้านภาษาไทยเป็นทักษะอาชีพที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาโดยเร่งด่วนเข้มข้นที่สุด รัฐบาลควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในพื้นที่พักพิงฯ ทุกแห่ง ทั้งในรูปแบบหลักสูตรเร่งรัดสำหรับแรงงาน หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และสอดแทรกในทุกหลักสูตรการศึกษาที่ดำเนินอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ

น.ส.พอโทะกิ กล่าวอีกว่า 5.เพื่อความมั่นคงของรัฐและประสิทธิภาพในการวางแผนการบริหารจัดการ รัฐบาลควรประสานความร่วมมือกับ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เปิดการสำรวจ คัดกรอง ทำฐานข้อมูลทางทะเบียนให้แก่ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงฯ ที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบทั้งหมดมิให้ต้องเป็นประชากรแฝงอยู่ต่อไปบุคคลสามารถเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อสังคมได้หากสังคมเปิดโอกาส ผู้ลี้ภัยคือมนุษย์ที่สามารถเป็นทางออกของปัญหา เป็นกำลังรับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเป็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งนี้ ทางคณะทั้งหลายยินดีที่จะมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินการที่จะเปิดโอการให้ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้ออกมาเป็นทรัพยากรแรงงานที่มีคุณภาพของสังคมไทยต่อไป

ด้าน นายรังสิมันต์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า เบื้องต้นจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าไปพิจารณาในคณะ กมธ. และจะนำคณะผู้ยื่นเข้าร่วมประชุมและชี้แจงรายละเอียดด้วย หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะมีการแถลงรายละเอียดต่อไป สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นเรื่องที่ไม่ควรที่จะเก็บปัญหาไว้ใต้พรมอีก เนื่องจากคณะ กมธ.ได้มีโอกาสได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ค่ายแม่หลัก จึงรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดการอย่างจริงจัง ทราบดีว่าการทำงานในครั้งนี้จะมีคนบางกลุ่ม พยายามอาศัยเรื่องดังกล่าวโจมตีว่าภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทยที่มาจากต่างชาติ ขอยืนยันว่าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นไม่ใช่คนที่หนีภัยการสู้รบกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่มีทางเลือก ต้องมาอยู่ที่ประเทศไทย แต่ภัยคุกคามที่สำคัญของประเทศ คือกลุ่มจีนสีเทา ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญและต้องจัดการ 

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าการจัดการเรื่องผู้หนีภัย ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์อย่างแน่นอน แต่การจัดการนี้จะเป็นการจัดการที่นำไปสู่การทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด และขณะเดียวกันเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน