หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจากมรสุมความรักที่พังทลายลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าต้องสร้างกำแพงความรักสูงมาก สำหรับ “คะน้า ริญญารัตน์” ดาราสาวที่ถูกฝ่ายชายหลอกให้รัก แถมสร้างภาพอันสวยหรู จนทั้งคู่เกือบเเต่งงานกัน สุดท้ายมีคนทักมาบอกความจริงว่าเธอกำลังเป็นเหยื่อและจะถูกหลอก เพราะผู้ชายรายนี้ หรือ “ไฮโซฮอต” หรือที่เรียกกันว่า “ท่านทิพย์” มีโลกสองใบ ตามที่ข่าวได้เคยนำเสนอไปแล้วนั้น
ชาวเน็ตแห่ห่วง ‘คะน้า ริญญารัตน์’ หลังเปิดปมโลก2ใบ โดนไฮโซเก๊ถูกหลอกให้รัก!
ล่าสุดในงานแถลงข่าวละครเรื่อง “เมืองแก้ว” คะน้า ได้เปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมอัปเดตชีวิตในปัจจุบัน และความคืบหน้าของคดีความที่ดำเนินอยู่กับอดีตแฟน โดยคะน้า เผยว่า

“สำหรับชีวิตตอนนี้ก็โอเคแล้ว ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เราได้รับเป็น บทเรียนราคาแพง ทำให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป และทำให้เราตัดสินใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป ซึ่งตอนนี้ตัวเขาเอง (ไฮโซฮอต) ก็ถูกดำเนินคดีอยู่ แต่เป็นคดีของเขาเอง ซึ่งเป็นคดีเก่า แต่ในคดีของเราและผู้เสียหายใหม่ก็อยู่ในระหว่างที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ค่ะ ส่วนใน คดีของเรา เราได้ให้ปากคำและรายละเอียดอื่น ๆ เรียบร้อยหมดแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินคดีต่อไป ซึ่งคดีความของเราไม่ได้ติดตามเลย ตอนนี้ไม่ได้สนใจแล้ว เราก็ใช้ชีวิตของเราไป ตอนนี้แค่ให้ความร่วมมือเท่านั้น ถ้าสมมติว่าตำรวจต้องการสอบปากคำเพิ่ม หรือต้องการอะไรเพิ่ม เราก็ยินดีให้ความร่วมมือ แต่ตอนนี้ตำรวจก็ยังไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติม
ส่วนสภาพจิตใจตอนนี้คือดีค่ะ กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว เพราะว่าเราต้องสู้ต่อ ดำเนินชีวิตต่อ จะไปจมปลักกับเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ ก็ใช้ชีวิตตั้งใจทำงานต่าง ๆ ไป ถามว่าเข็ดหรือกลัวกับความรักไหม ก็เข็ดแต่ว่าถามว่ามีคนเข้ามาไหมก็มี แต่เราก็จะค่อย ๆ คุย เปิดใจให้ช้าลง ไม่รีบตัดสินใจเหมือนสมัยก่อน คือตอนนี้ต้อง สกรีนแบบยอดนักสืบเลย คือใครเข้ามาคุยต้องสืบลึกเลย เป็นยังไง เป็นคนแบบไหน เหมือนหนูน้อยยอดนักสืบเลย ถ้ามีลับลมคมในก็คงไม่เอาเลย คือก็ต้องยอมรับว่าถ้าใครเจอแบบเรา มันก็ต้องเข็ดนิดนึง ก็ต้องมีกำแพงอยู่แล้ว กำแพงก็ค่อนข้างหนาขึ้นเยอะและสูงด้วย
ถามว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่กำลังจะเข้ามาหาเราแล้วใช่ไหม คืออันนั้นมันก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเขาชอบเรามากพอ เขาก็ต้องพิสูจน์ให้เราเห็นว่าเขาจริงใจต่อเราจริง ๆ ส่วนคนที่บอกว่ามีคนเข้ามาก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ไฮโซอะไร ถามว่าพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะระแวงพวกไฮโซไหม คือเราก็สืบ อย่างบางคนที่เข้ามาก็คือสืบเลย ถามคนรู้จักหรืออะไรพวกนี้ หรือถ้าเป็นคนที่มาไกลตัวก็ไม่เอาเลย คืออาจจะเป็นคนที่รู้จักอยู่แล้ว ใครมีคนคอนเฟิร์ม มีคนการันตีถึงจะคุย แต่ถามว่าถึงขั้นต้องจ้างนักสืบไหมก็ไม่ขนาดนั้นค่ะ เราสืบเองก็ได้ พอเกิดเรื่องแบบนี้ถามว่าเรามีกำแพงกับคนที่เป็นไฮโซมากขึ้น มากกว่าคนธรรมดาหรือเปล่า จริง ๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวว่าเป็นคนธรรมดาหรือไฮโซ แต่มันเกี่ยวว่าเป็นคนๆ หนึ่งที่เข้ามาแล้วก็มีกำแพงแล้ว”

คะน้า เล่าต่อว่า “ก็คือกลัว คือมันไม่ได้เกี่ยวกับรวยหรือจน คือกันคนที่ตั้งใจจะมาหลอกลวง ถ้าเขาตั้งใจจะหลอกลวง เขาก็เข้ามาแบบไหนก็ได้ ส่วนระยะเวลาที่จะเปิดใจอันนี้ตอบไม่ได้เลย คือคนที่อยากจะคุยกับเรา หรืออยากจะคบกับเราจริง ๆ ต้องพิสูจน์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะมั่นใจว่าเขาจริงใจต่อเราจริง ๆ ว่าทุกอย่างที่เขาพูดมันเป็นเรื่องจริง ซึ่งตอนนี้ก็โสดค่ะ
ส่วนเรื่องคอมเมนต์ในช่วงนั้นก็แบ่งเป็นสองกรณีนะคะ คือตั้งแต่ตอนแรกเลย ก่อนจะออกมาออกข่าว เราก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องโดนคอมเมนต์ในเชิงลบ แต่ว่าเรารู้สึกว่าเราจะได้ช่วยเหลือคนอื่นอีกเยอะ อย่างที่เห็นข่าวก็มีหลายคนที่เขาตาสว่าง จากที่เขาโดนหลอกอยู่ เขาก็มารู้ความจริงว่าเขาโดนหลอกเพราะเรา เราก็รู้สึกดีที่เราช่วยเหลือสังคม ได้ช่วยเหลือคน แต่บางคนก็ไม่เข้าใจเรา หาว่าเรามองคนที่เปลือกนอก ไม่ชอบคนรวยหล่อเลยโดนหลอก แต่จริง ๆ ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของการที่เราเปิดใจรักคน ๆ หนึ่งเร็วเกินไปแค่นั้นเอง แต่ว่าคอมเมนต์ชื่นชมก็มี คนเข้าใจก็มีเยอะเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนมาแซะบ้างเวลาไลฟ์สด ส่วนใหญ่เราไม่ได้ตอบเอง เพราะว่าคนอื่นที่เข้ามาดูไลฟ์ แฟนคลับเราเขาก็จะเข้ามาตอบให้แทน
ส่วนคำแรง ๆ ที่เรารู้สึกว่าไม่โอเค จริง ๆ ตอนแรกโกรธมาก คุณแม่ยิ่งโกรธเยอะเลย แล้วคุณแม่อยากจะฟ้อง แต่เรามานั่งนึกว่ามันเสียเวลา เสียอะไรหลายอย่าง ก็เลยปล่อยผ่านไปแล้วกัน เพราะเราทำใจกับเรื่องนี้ได้แล้ว ก็ไม่ได้เก็บมาคิดอะไรแล้ว ก็เลยไม่ได้มีการฟ้องร้องอะไร พอเรื่องมันผ่านมานานพอสมควร แต่ก็ยังมีคนมาว่าเรา เราก็เข้าใจได้เพราะบางทีบางคนก็ว่างเกิน ชาวเน็ตเขาว่าง ถ้าเราทำให้เขาสามารถปลดปล่อยความทุกข์อะไรของเขาได้ เราก็ปล่อยไป แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ขอเดินหน้าใช้ชีวิตของเราต่อไป ทำงานของเราต่อไป ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจในสิ่งที่เราตั้งใจทำออกไป และคนที่ให้กำลังใจ ก็ฝากเรื่องราวนี้เป็นบทเรียนกับทุกคนด้วยที่ได้ดูข่าว เอาเรื่องของเราไปเป็นบทเรียนเอาไว้ สำหรับชีวิตของทุกคนค่ะ”




