จากกรณี “กองทัพภาคที่ 2” สรุปเหตุการณ์ต่อสู้ทหารกัมพูชา โดยยืนยันว่าฝ่ายทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ก่อน อีกทั้งยังใช้จรวด BM-21 ยิงใส่พลเรือนประเทศไทยด้วย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 20 ราย เสียชีวิต 12 ราย และมีพื้นที่อื่น ๆ ได้รับความเสียหาย 10 พื้นที่ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็น ลงในเฟซบุ๊ก “Pokpong Srisanit” ถึงประเด็นการโจมตีพลเรือน หรือดินแดนรัฐอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรงตามธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) มีอำนาจดำเนินคดี แม้ไทยไม่ใช่ภาคี แต่สามารถให้ศาลเข้ามาเฉพาะกรณีได้

โดย รศ.ดร.ปกป้อง ได้ออกมาอธิบาย 5 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. การยิงเป้าหมายพลเรือน โรงพยาบาล ในการขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศเป็นอาชญากรรมสงคราม (war crimes) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุดตามธรรมนูญกรุงโรม
2. การใช้อาวุธโจมตีดินแดนรัฐอื่น ที่ไม่ใช่การป้องกันตนเอง หรือตามมติของสหประชาชาติ เป็นอาชญากรรมรุกราน (aggression) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ความผิดร้ายแรงสูงสุดตามธรรมนูญกรุงโรมเช่นกัน เป็นอาชญากรรมรุกรานได้แม้จะไม่มีทหารบุกรุกเข้ามา
3. กัมพูชาเป็นรัฐภาคีธรรมนูญกรุงโรม ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จึงมีเขตอำนาจดำเนินคดีกับการกระทำเกิดขึ้นในดินแดนรัฐภาคี หรือกระทำโดยบุคคลสัญชาติของรัฐภาคี
4. ไทยไม่ใช่ภาคีของธรรมนูญกรุงโรม แต่อาจแสดงเจตนายอมรับอำนาจศาล ICC เฉพาะเรื่องตามข้อ12(3) ได้ (ad hoc acceptance) ซึ่งการยอมรับดังกล่าวก็ไม่ได้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐภาคีธรรมนูญกรุงโรม เพียงแต่ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจดำเนินคดีกับการกระทำเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศได้
5. ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) มีอำนาจดำเนินคดี รวมทั้งออกหมายจับกับบุคคลธรรมดา ผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุด 4 ฐาน หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หากมีการออกหมายจับแล้ว อย่างน้อย 125 ประเทศภาคีจะให้ความร่วมมือ

อย่างไรก็ตาม “ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ไม่ใช่ศาลโลก (ICJ) ที่มีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทเรื่องเขตแดน”

ขอบคุณข้อมูล : Pokpong Srisanit