เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก.
โดย นางมาระตี กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งในนามของกระทรวงการต่างประเทศ ต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการปะทะที่เริ่มต้นโดยฝ่ายกัมพูชา การสูญเสียครั้งนี้ส่งผลถึงพลเมืองบริสุทธิ์ โดยเฉพาะการเสียชีวิตของเด็กที่นอกเหนือจากละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศแล้ว เป็นการละเมิดศีลธรรมการเป็นมนุษย์และควรที่จะได้รับการประณามอย่างเต็มที่โดยประชาคมระหว่างประเทศ ขอย้ำว่าการตอบโต้ของฝ่ายไทยจะมีความชัดเจน จะมีความเหมาะสมในการป้องกันตนเองตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ
นางมาระตี กล่าวอีกว่า สำหรับพัฒนาการสำคัญที่ได้มีการหารือกันในวันนี้มีทั้งหมด 5 ประเด็น สำหรับประเด็นที่ 1 เรื่องของแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เมื่อวานนี้ (24 ก.ค. 2568) ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงฝ่ายไทยซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงต่อเนื่อง และไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหารแต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและสถานที่สาธารณะที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย รวมทั้งที่มีอาการสาหัส กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์โดยระบุชัดเจนว่า รัฐบาลไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชาและได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศไทยและได้ขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศเช่นกัน
นางมาระตี กล่าวอีกว่า การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงโดยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ นับตั้งแต่กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16-23 ก.ค. 2568 ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยุติการโจมตีเป้าหมายทั้งทางทหารและโดยเฉพาะพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันทีโดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเองหากกัมพูชายังไม่ยุติการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธและละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ
นางมาระตี กล่าวอีกว่า ย้ำอีกครั้งการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยเฉพาะตามข้ออนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์รวมถึงเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ สำหรับประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของการหารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมการแผนช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในกัมพูชาในขณะนี้ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ได้สั่งการให้เชิญภาคเอกชน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หารือเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชากรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่ง รมว.ต่างประเทศ ได้เข้าร่วมเป็นประธานการประชุมด้วยตนเอง ผ่านทางออนไลน์
นางมาระตี กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรองรับสถานการณ์และดูแลช่วยเหลือคนไทยหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ซึ่งทุกภาคส่วนก็ได้ยืนยันความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนไทยที่ในขณะนี้อยู่ในกัมพูชา สำหรับประเด็นที่ 3 เกี่ยวกับการส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาตามที่ปรากฏในรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธานของยูเอ็นเอสซี ขอให้ประชุมด่วนเพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยกัมพูชาซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
นางมาระตี กล่าวอีกว่า ย้ำว่าฝ่ายไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นกันเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน และมีการใช้ความรุนแรง จนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากเป็นการรุกรานอธิปไตยและเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนต่อประเทศไทยโดยขอให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เวียนหนังสือของฝ่ายไทยเป็นเอกสารของทางการเพื่อให้สมาชิกทุกประเทศรับทราบ
นางมาระตี กล่าวอีกว่า ล่าสุดทราบว่าในวันนี้เวลา 15.00 น. วันที่ 25 ก.ค. 2568 วันและเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จะจัดประชุมแบบปิดเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการประชุมในลักษณะนี้จัดเป็นปกติ เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยการประชุมดังกล่าวไม่ใช่เป็นการประชุมเพื่อลงมติใด ๆ แต่เป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ แล้วเชิญคู่กรณีพร้อมกับสมาชิก 15 ประเทศ ทั้งสมาชิกถาวรและสมาชิกไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซี เพื่อให้ข้อมูลให้เป็นที่รับทราบ ซึ่งในกรณีนี้ก็แน่นอนก็จะเป็นไทยกับกัมพูชา สำหรับฝ่ายไทยก็จะเป็นท่านทูตที่ประจำอยู่ที่นิวยอร์กมีทีมงานที่สนับสนุนและมีการประสานงานอย่างเป็นประจำ
นางมาระตี กล่าวอีกว่า อีกทั้ง รมว.ต่างประเทศ จะเดินทางกลับประเทศไทยภายในคืนนี้ และอาจจะมีการรายงานกับสื่อมวลชนว่าได้พบและหารือกับใคร มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และในที่ประชุมยูเอ็นเอสซีได้มีการพูดคุยอย่างไร จะมีการแถลงการณ์เพิ่มเติมแต่ไม่ใช่เป็นมติของที่ประชุม ทั้งนี้เพื่อที่จะเรียกร้องให้ยุติการปะทะกันโดยเฉพาะที่เป็นเป้าหมายพลเรือน สำหรับประเด็นที่ 4 ในขณะที่สื่อต่างประเทศมีความสนใจและติดตามพัฒนาการเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาโดยทราบว่าได้มีการส่งทีมงานของสำนักงานสื่อต่างประเทศลงในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์และรายงานให้ประชาคมโลกได้รับทราบ
นางมาระตี กล่าวต่อว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Reuter, AFP, CNA, Aljazeera เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริง แนวทางและการดำเนินการของประเทศไทยให้ต่างประเทศรับทราบอย่างครอบคลุมทั่วโลกอีกด้วย จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระทรวงการต่างประเทศที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสื่อสารเรื่องราวและท่าทีของไทยไปสู่ต่างประเทศอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา
นางมาระตี กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 5 ที่เกี่ยวกับกรอบยูเนสโกแล้วก็เป็นชิ้นข่าวปลอมชิ้นหนึ่งที่อยากจะชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ สำหรับประเด็นแรกทางกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปินแห่งกัมพูชา เพิ่งได้ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยว่าได้กระทำการรุกรานสร้างความเสียหายให้ตัวปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก อย่างไรก็ตามการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงก่อน ที่เกิดขึ้นที่ห้วยตามาเรีย และภูมะเขือ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารถึง 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือว่าสะเก็ดระเบิดที่สามารถที่จะเดินทางไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร ทั้งหมดนี้ฝ่ายไทยก็จะชี้แจงโดยหนังสือเช่นกัน
นางมาระตี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ (24 ก.ค. 2568) ได้มีการรายงานข่าวโดยสำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งที่นำเสนอภาพการโจมตีปั๊มน้ำมัน ปตท.และร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่มีการเสนอภาพว่าเกิดขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่งในกัมพูชาซึ่งเป็นข่าวปลอม ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินหน้าติดตามข่าวปลอมในลักษณะนี้ต่อไป เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงกับสำนักข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางมาระตี กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนอยู่ที่ตามแนวชายแดน ทางรัฐบาลโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางในพื้นที่และทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายพลเรือน จะดำเนินการทั้งในด้านความมั่นคง ด้านการทูต ด้านการบริหารจัดการ ในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเพื่อปกป้องอธิปไตยผลประโยชน์ของชาติ นอกจากนี้ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องพยายามที่จะแยกแยะระหว่างการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาล กองกำลัง กองทัพของไทยของกัมพูชา และประชาชนทั่วไป



